[Short Story] ยามเช้า

posted on 05 Jun 2009 23:46 by sadoz  in FiC

ยามเช้า

 

ผมนั่งอยู่ในห้อง มองแสงแดดยามเช้าลอดผ่านช่องว่างเล็กๆบนผ้าม่านหน้าต่างที่เปรอะเปื้อน แสงสีส้มอมเหลืองที่ถูกแบ่งเป็นริ้วเล็กๆนับสิบทอดลงบนพื้นกระเบื้องช่างน่าหลงใหลอย่างประหลาด เข็มวินาทีจากนาฬิกาบนผนังส่งเสียงเป็นจังหวะท่ามกลางความเงียบงัน ผมกำลังนับตามจังหวะนั้นช้าๆ แต่ไม่เคยนับได้ถึงสิบ สมาธิก็หลุดไปจนต้องเริ่มนับเลขหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ผมคิดว่านับถึงสิบเมื่อไหร่จะลุกไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน และเข้านอนเสียที

ใช่ครับ... ผมนั่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เมื่อคืน 

และก็เป็นเมื่อคืนอีกนั่นแหล่ะ ที่ผมเริ่มนับเสียงวินาทีโดยไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดหมาย ทั้งๆที่รู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ ง่วงจนทนไม่ไหว แต่ก็มีความรู้สึกว่าถ้าไม่นับให้ถึงสิบแล้วล่ะก็ จะไปนอนไม่ได้

น่าแปลกที่ผมไม่โงกหลับไปก่อน หนำซ้ำกลับยิ่งตาสว่างขึ้่นทุกครั้งที่ย้อนกลับมานับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

 

แสงแดดที่ลอดเข้ามาในห้องเริ่มเปลี่ยนเฉดสี จากส้ม เป็นส้มเหลือง และกลายเป็นสีเหลืองนวลในที่สุด ความเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆที่หากไม่จับตามองให้ดีจะไม่ทันสังเกต แต่เพราะผมไม่มีอะไรทำนอกจากนับเสียงเข็มวินาที สายตาที่ยังว่างอยู่เลยช่วยมองสีสันเห่านั้นให้โดยไม่ได้ร้องขอ

แปด...เก้า....

หนึ่ง...

ต้องเริ่มนับใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า อันที่จริงช่วงคืนที่ผ่านมา ผมก็เกือบจะหมดความอดทน ลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวนี้ไปโดยยังนับเลขไม่ถึงไหนให้มันรู้แล้วรู้รอด ใช่ว่าจะมีใครรอเอาไฟฟ้าช็อตผมถ้านับไม่ถึงสิบเสียเมื่อไหร่ เรื่องแบบนี้มันไร้สาระสิ้นดี 

แต่ถึงจะคิดแบบนั้นหลายต่อหลายครั้ง ผมก็ยังนั่งนับเลขต่อไป ราวกับไม่มีอะไรให้ทำแล้ว

 

เก้า... สิบ!

เลขตัวสุดท้ายผ่านเข้ามาในจิตสำนึกโดยไม่ทันรู้ตัว ผมใช้เวลานานหลายวินาทีเพื่อระลึกว่าตนเองทำภารกิจที่กำหนดไว้ตั้งแต่เมื่อหัวค่ำสำเร็จแล้ว น่าแปลกที่ไม่รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย มีความรู้สึกโล่งอกนิดหน่อย กับเสียงถอนหายใจยาวเหยียดท่ามกลางความมืดเท่านั้น

ฉับพลัน เสียงนกร้องจากที่ไหนไม่ทราบก็แผดก้องไปทั่วห้องมืดๆของผม  ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับบ้านชานเมืองที่ปลูกต้นไม้มากมายที่จะได้ยินเสียงนกร้องเซ็งแซ่ราวกับเกิดจลาจลทุกช้า ปกติแล้วผมใช้เสียงนกพวกนี้แทนนาฬิกาปลุกด้วยซ้ำ แต่ทำไมวันนี้นกถึงเริ่มร้องช้านักนะ

เมื่อเหลือบมองเข็มนาฬิกาที่ข้อมือ ถึงได้รู้ว่านกเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนเวลาตื่น แต่ผมเองต่างหากที่ไม่ได้ยินมันจนกระทั่งเมื่อสักครู่ คงจะตั้งใจกับการนับวินาทีมากไป หรือไม่งั้นผมคงมัวแต่เหม่อลอยอยู่นั่นแหล่ะ

จะว่าไปแล้ว ผมเป็นแบบนี้บ่อยๆ มีสมาธิกับเรื่องแปลกๆ อดทนทำเรื่องไร้สาระได้ยาวนานโดยไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย แต่พอต้องตั้งใจกลับบางอย่าง กลับจิตแตก เบื่อง่าย หรือไม่ก็จิตหลุดไปเลยซะอย่างนั้น

 ผมควรจะไปอาบน้ำได้แล้ว ก่อนพี่จะกลับบ้านมาเห็นผมนั่งดองเค็มทั้งคืน แล้วจะโดนบ่นอีกซะเปล่าๆ

แต่... ทำไมวันนี้เจ้าแบล็คกี้ กับบราวนี่มันเงียบเหลือเกิน?

 

บ้านผมเลี้ยงหมาไว้สองตัว คือแบล็คกี้ หมาพันธุ์ทางขนดำที่ใครๆก็ชมว่าสวย ผมภูมิใจนิดหน่อยที่เป็นคนเลือกมันมาจากตะกร้าในตลาดนัดด้วยตัวเอง แม้จะต้องเถียงกับพี่ที่อยากได้อีกตัวก็เถอะ เสียที่เจ้าหมาตัวนี้ค่อนข้างขี้หวง แถมยังเอาแต่ใจอีกต่างหาก ถ้าใครไปแตะของๆมันเข้าโดยที่มันไม่อนุญาต ต่อให้เป็นเจ้าของก็เถอะ โดนงับได้ง่ายๆเหมือนกัน

ส่วนเจ้าบราวนี รายนี้เป็นหมาพันธุ์ดีที่ญาติของแม่เอามาฝากเลี้ยง ดูเฉยๆมันก็สง่าดีอยู่หรอก แต่เอาเข้าจริงเจ้านี่น่ะใหญ่แต่ตัว ใจประซิวยิ่งกว่าอะไร ตอนมาอยู่ที่บ้านใหม่ๆ ยังถูกเจ้าแบล็คกี้จอมหวงถิ่นกัดเอาเสียแทบแย่ เสียงแรงที่ตัวใหญ่กว่าเขาตั้งหลายเท่าจริงๆ

 

ผมลุกขึ้นจากเก้าอี้ กะว่าจะลองไปดูเจ้าหมาสองตัวนั้นสักหน่อย ปกติแล้วมันต้องเห่าแข่งกับเสียงนกจนอื้ออึงไปหมด ดีที่เพื่อนบ้านผมไม่ค่อยอยู่ ไม่งั้นคงโดนด่าไม่เว้นแต่ละวัน 

ขณะที่ยืนบิดขี้เกียจให้หายเมื่อยเพราะนั่งบนเก้าอี้ทานข้าวแข็งๆมาทั้งคืน ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าไม่จำเป็นต้องไปดูเจ้าสองตัวนั้นแล้วนี่นา สงสัยจริงว่าทำไมถึงลืมไปซะได้ หรือว่าผมกำลังง่วงอยู่จริงๆกันนะ

ระหว่างที่เดินไปห้องน้ำ ผมรู้สึกว่าตัวเหนียวเหนอะไปหมด แถมยังเหม็นจนแทบทนไม่ได้ ดีนะที่ผมนับเลขถึงสิบได้ก่อนพี่จะกลับ ไม่อย่างนั้นต้องโดนบ่นจนหูชาแน่ๆ แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องห่วงเรื่องปิดไฟ เพราะผมไม่ได้เปิดไฟมาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว

 

กระเบื้องปูพื้นห้องน้ำสีขาวจนแสบตาเมื่อสะท้อนแสงไฟจากหลอดตะเกียบบนเพดาน ผมชอบห้องน้ำที่มีแสงไฟสว่าง เพราะห้องน้ำเป็นที่ๆเราขำระล้างร่างกาย ควรจะสว่างเพื่อให้เห็นคราบสกปรกชัดๆ จะได้ทำความสะอาดได้หมดจด แต่ดูจากเงาที่เห็นในกระจกบานใหญ่เหนืออ่างล้างหน้าแล้ว วันนี้ผมคงต้องอาบน้ำล้างตัวนานทีเดียว

บนตัวผมมีคราบสีน้ำตาลคล้ำๆเต็มไปหมด ทั้งบนใบหน้า ลำคอ เสื้อยืดสีเทากับกางเกงขาสั้นสำหรับใส่อยู่บ้านถูกย้อมจนแทบจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม มือสองข้างยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเลอะคราบเหนอะๆขึ้นมาถึงข้อศอก ผมพ่นลมออกจากปากอย่างขุ่นใจ ก่อนจะเดินเข้าไปใต้ฝักบัว แล้วเปิดน้ำไหลรดร่างทั้งๆที่ยังไม่ได้ถอดเสื้อผ้า 

ทีแรกคราบสีน้ำตาลละลายออกมานิดหน่อย ค่อยๆไหลลงไปตามขาลงเปรอะพื้นห้องน้ำสีขาวสะอาด พอเพ่งมองดีๆถึงได้เห็นว่ามันเจือด้วยสีแดงเล็กน้อย

ผมยกมือขวาขึ้นมามองอย่างเพ่งพิศ นิ้วทั้งห้าขยับได้สะดวกขึ้นเมื่อน้ำจากฝักบัวชะคราบสกปรกออกไปบ้างแล้ว รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากโดยที่ผมควบคุมไม่ได้ 

ผมนึกออกหมดแล้ว ว่าเมื่อหัวค่ำทำอะไรบ้าง...

 

ช่วงนี้พ่อไปทำธุระที่ต่างจังหวัด ส่วนพี่จะอยู่ค้างคืนที่บริษัท เหลือแต่ผมอยู่โยงเฝ้าบ้าน หลังกินข้าวผมพี่โทรมาบ่นกับผมเรื่องญาติที่เป็นเจ้าของเดิมจะมาขอเจ้าบราวนีคืน พ่อทำท่าจะคืนให้เพราะอยากได้หมาตัวใหม่ แต่พี่ไม่ยอมเลยทะเลาะกับพ่อใหญ่โต ผมก็พอรู้บ้างว่าพ่อไม่ค่อยชอบเจ้าบราวนี่เท่าไหร่ ในความคิดของพ่อ หมาที่ดีคือหมาที่เฝ้าบ้านได้ แต่ประโยชน์ในทางนั้นของเจ้าบราวนี่ดูจะมีน้อยยิ่งกว่านกกระจิบที่ทำรังอยู่บนต้นมะขามเสียอีก ส่วนพี่ค้านหัวชนฝาเพราะเจ้าของเดิมน่ะเลี้ยงหมาแบบทิ้งๆขว้างๆ แล้วพี่ก็คิดว่าปัญหาสำคัญในการเลี้ยงหมาตัวใหม่ อยู่ที่เจ้าแบล็คกี้ที่หวงถิ่นต่างหาก

ผมฟังพี่บ่นอยู่พักนึงถึงหาช่องวางสายได้ ไม่เข้าใจจริงๆว่าจะทะเลาะกันเรื่องนี้ไปทำไม สำหรับผม ไม่ว่าแบล็คกี้หรือบราวนี่จะอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ ถ้าวันนึงมันหายไป ก็เหมือนกับดอกไม้ในแจกันเหี่ยวไปสักดอก ผมก็ยังใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไร

ผมไม่ได้เกลียดหมาหรอกนะ แต่ก็ไม่ได้ชอบด้วย เรียกว่าเฉยๆค่อนไปทางไม่สนใจเสียมากกว่า เท่าที่จำได้ผมไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดหรอก ก็ผมเป็นคนเลือดแบล็คกี้มาเลี้ยงเองกับมือนี่นา แค่เมื่อไม่นานมานี้ได้รับประสบการณ์ไม่ดีจากสัตว์โลกสายพันธุ์นี้มานิดหน่อย เลยพาลหมดความรักที่มีต่อพวกมันไปเสียดื้อๆ

พอวางสายจากพี่ได้ ผมก็หยิบหนังสือเล่มใหม่ที่เพิ่งซื้อมาอ่าน เป็นหนังสือที่แปลได้ห่วยบรมจนอารมณ์เสียเลยทีเดียว ประจวบเหมาะกันนั้นเจ้าบราวนี้ก็เห่าเสียงดังใส่อะไรสักอย่าง ส่วนแบล็คกี้ก็หอนเสียงสูงประสานขึ้นมาราวกับนัดกันไว้ ผมโยนหนังสือเล่มนั้นทิ้งไว้บนเตียงในห้องนอน แล้วเดินลงมาดูเจ้าสองตัวนั้นโดยที่ไม่ลืมหยิบปืนลูกโม่ที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะหัวเตียงมาด้วย 

ครับ ในเมื่อบ้านผมอยู่ชานเมือง แล้วต้องเฝ้าบ้านคนเดียวบ่อยๆ พ่อเลยให้ผมกับพี่หัดยิงปืน และซื้อกระบอกหนึ่งติดบ้านไว้เสมอ เผื่อมีผู้ไม่ประสงค์ดีมาเยี่ยมเยียนจะได้ป้องกันตัว

ผมถือปืนกระบอกนั้นลงมาชั้นล่างโดยไม่ได้ขึ้นนกด้วยซ้ำ เพราะร้อยวันพันปีถึงจะมีขโมยโผล่มาที อย่างดีเจ้าสองตัวนั้นก็เห่าแย้หรืองูเท่านั้นแหล่ะ

เมื่อปลดกลอนหลังบ้านและเปิดประตูออกไป เสียงเห่าขร่มเมื่อครู่ก็เงียบสนิท เห็นแต่เงาใหญ่ๆของบราวนี่ที่นั่งกระดิกหางอย่างเอาเป็นเอาตาย พฤติกรรมปกติของมันเมื่อพบสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าจองหรือโจรก็ตาม ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยๆ ขณะที่แบล็คกี้ยังหอนมาราธรราวกับเจอสิ่งไม่มีชีวิตที่เคยเป็นคนมายืนอยู่ตรงหน้า แต่ผมไม่กลัวผู้มาเยือนแบบนั้น เลยร้องบอกให้มันเงียบ ทว่าดูจะไร้ผล เพราะเสียงแหลมสูงของแบล็คกี้ยังดังต่อไป ผมคิดถึงเพื่อนบ้านจัง ทำไมเขาไม่อยู่นะ จะได้โผล่มาช่วยผมด่ามันบ้าง หรือไม่งั้น ก็จะได้มีคนมารับความทรมานด้วยกัน

พอส่องไฟฉายดูความเรียบร้อยในบริเวณบ้านเสร็จแล้ว ผมก็สังเกตเห็นชามข้างของแบล็คกี้คว่ำอยู่ เศษข้าวที่กินเหลือกระจัดกระจายไปทั่ว เจ้าบราวนี่คงวิ่งชนตามเคย ถ้าปล่อยไว้แบบนี้คงมีปัญหากับหนูและแมลงสาปแน่ๆ ผมเลยเอื้อมมือจะไปหยิบมาล้างให้เรียบร้อย

อย่าที่เคยบอกล่ะครับว่าแบล็คกี้มันหวงของ ดังนั้นทันทีที่ปลายนิ้วแตะชามข้าวสีส้ม ไอ้เจ้าของมันก็หยุดหอนแล้วควบด้วยความเร็วสี่คูณร้อยเมตรทีมชาติมางับมือผมทันที

อย่าหาว่าโง่เลยที่ไม่หลบ 

และอย่าหาว่าบ้าเลย ที่ผมจำอะไรหลังจากนั้นไม่ได้ 

ผมคิดว่าผมจำไม่ได้นะ แต่พอมายืนมองมือเปื้อนๆของตัวเองในแสงไฟขาวจัดของห้องน้ำแบบนี้ ผมพอจะรู้แล้วล่ะว่าทำอะไรลงไปบ้าง มือขวาถึงจะรู้สึกชาเล็กน้อยแต่ก็ยังขยับได้ดีอยู่ แต่มือซ้ายน่ะเจ็บจี๊ดทันทีที่ยกมาโดนน้ำ พอล้างคราบสกปรกออกถึงเห็นรอยแผลเล็กๆ ที่หลังมือ เหมือนรอยเขี้ยวอะไรสักอย่าง

นี่คือแบล็คกี้... หรือสิ่งที่มันทิ้งไว้ให้ผม

ทันทีที่เขี้ยวของมันฝังลงในผิวหนังที่มือซ้าย ผมก็สะบัดมือออกมา ไม่ได้รู้สึกเจ็บเลยสักนิด แต่เหมือนกับว่าความหวุดหวิดทั้งหลายทั้งแหล่ของผมมันระเบิดออกมา ครับ...ระเบิดออกมาพร้อมๆกับกระสุนปืนในมือข้างขวา

แบล็คกี้เงียบเสียงไปในทันที หรือไม่งั้นผมคงลืมไปแล้วว่าได้ฟังเสียงอะไรไปบ้างระหว่างคืนที่ผ่านมา ผมเดินไปหาเจ้าบราวนี่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ยังกระดิกหางให้ผมอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งยังพยายามตะกุยขอเล่นด้วยอีก

ผมยิงบราวนี่ไปหนึ่งนัด เข้าที่ท้องพอดี มันคงร้องเจ็บแต่ผมไม่รู้ว่าได้ยินไหม ทั้งๆที่เพิ่งโดนทำร้ายไป แต่เจ้าหมาตัวนี้ก็ยังนอนกระดิกหางมองผมด้วยสายตาใสซื่อราวกับจะอ้อนให้ไปเล่นด้วยกัน 

ความสัตย์ซื่อต่อเจ้านายที่ทำให้หลายคนรักหมา ฉากน่าสะเทือนใจที่ทำให้หลายคนละอายและสำนึก 

ผมไม่รู้สึกอะไร

น้ำจากฝักบัวเริ่มร้อน ผมเอื้อมมือไปปรับอุณหภูมินิดหน่อย ก่อนหันกลับมามองตัวเอง เสื้อยืดใส่อยู่บ้านตัวเก่งเปื้อนคราบสีน้ำตาลด้านหน้าจนล้างไม่ออก ผงซักฟอกไม่น่าจะช่วยอะไรได้ คงต้องทิ้งสถานเดียว ผมยิ้มอีกครั้งขณะมองคราบด่างที่แห้งจนเป็นแผ่นแข็งกระด้าง

นี่คือบราวนี่... หรือสิ่งที่เหลือจากมัน

ผมไม่ใช่คนซาดิสต์ ไม่ได้เป็นพวกโรคจิตชอบชำแหล่ะซากสัตว์ เวลาดูหนังเรื่องSaw ไม่ว่าจะภาคไหนๆผมก็รู้สึกหวาดเสียวเหมือนคนอื่นนั่นแหล่ะ ทั้งตอนที่ต้องผ่าซากกบในความวิทยาศาสตร์ก้รู้สึกสะอิดสะเอียนแทบแย่ การผ่าอะไรที่ตายแล้วนี่มันน่าขยะแขยงชอบกล

ตอนที่เอามีดพร้ากรีดบราวนี่ มันยังดิ้นอยู่...

ในที่สุดมันก็เริ่มมีความคิดจะกัดผมบ้าง แต่เพราะเลือดออกมามากเกินไปเลยไม่เหลือแรงไว้แล้วล่ะมั้ง ไม่อย่างนั้นผมคงแย่ บราวนี่ตัวใหญ่มาก ถ้าถูกกรามมันขบเข้าเต็มแรง กระดูกต้องหักสักท่อน-สองท่อนแน่ๆ 

อย่างไรก็ตาม ผมว่ามันก็สนุกดี

ผมจำไม่ได้หมดหรอกว่าบราวนี่กลายเป็นยังไงบ้าง ผมไม่ใช่คนโรคจิตนี่นาจะได้บันทึกทุกรายละเอียดไว้ในสมอง เอามานึกย้อนดูหลายๆครั้งเหมือนดูวีดิโอ แต่ว่าที่จำได้แม่นคือรู้สึกสนุกจริงๆ

หลังจากใช้เวลาเกือบชั่วโมงอาบน้ำล้างตัวจนสะอาด ผมก็เอาเสื้อกับกางเกงที่เลอะจนเกินเยียวยาใส่ถุงดำแล้วโยนลงในถังขยะหน้าบ้าน อีกเดี๋ยวรถเก็บขยะคงมา แต่ยังมีงานอีกเยอะให้ทำก่อนพี่จะกลับ

 ผมขุดดินใต้ต้นมะม่วงเป็นหลุมสองหลุม อยู่ห่างกันนิดหน่อย แม้จะเป็นการเสียเวลา แต่ขนาดเวลาปกติแบล็คกี้ยังไม่ชอบหน้าบราวนี่ ผมไม่คิดว่ามันจะมาญาติดีกันได้ตอนนี้หรอก

พอเก็บกวาดเศษเลอะเทอะลงหลุม กลบดิน และล้างหลังบ้านจนสะอาดเอี่ยมแล้ว ผมกลับต้องเข้าไปอาบน้ำอีกครั้งเพราะเหงื่อออกจนเหนียวไปหมดจนปาเข้าไปเกือบเที่ยงนั่นแหล่ะ ถึงได้ว่างหาอะไรมาใส่ท้อง

ระหว่างที่ดูดเส้นมาม่ารสต้มยำกุ้งเข้าปาก ผมก็นึกเรื่องดีๆอย่างหนึ่งขึ้นมาได้

 

พ่อคงชอบที่บราวนี่ไปพ้นหูพ้นตา ส่วนพี่คงพอใจว่ามันไม่ต้องกลับไปหาเจ้านายเก่าที่เลี้ยงหมาทิ้งๆขว้างๆ

และพอไม่มีแบล็คกี้ขี้โมโห พ่อกับพี่คงหาหมาตัวใหม่มาเลี้ยงได้สมใจ

 

ในเมื่อแบล็คกี้กับบราวนี่ไม่อยู่แล้ว พ่อกับพี่คงไม่ต้องทะเลาะกันอีก

ผมนั่งกินมาม่าพลางดูรายการสัตว์เลี้ยงในโทรทัศน์อย่างเพลิดเพลิน 

 

ถ้าเจ้าหมาตัวใหม่มาเมื่อไหร่ ผมจะรักมันให้มากๆก็แล้วกันนะ

 

ยามเช้าสิ้นสุด...

 

 

  +++++++++++++++++++++++

ตั้งมั่นกับตัวเองว่าคืนนี้จะอัพฟิค ไหงกลายเป็นออริไปได้!!??? เอาน่า มันก็คือกั๋นแหล่ะ

แต่ว่า...

ทำไมฟิคที่เขียนตอนจิตตกมันถึงออกมาแนวๆนี้หมดเลยหนอ

เรื่องนี้เป็นออริเจ้าค่ะ ทีแรกมีแค่ตอนนี้(ยามเช้า) ตอนเดียว แต่พอเขียนไปเขียนมาเริ่มมันส์มือ วางพล็อต "ยามบ่าย" กับ "ยามค่ำ" เสร็จไปแล้ว ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเขียนออกมาเป็นตัวเป็นตนได้รึเปล่า 
(ไม่ทันไรมีแผนการสำหรับentry June Write มากมายไปหมด จนกลัวเวลาเขียนจะไม่พอ)

 

-เพื่อนเพิ่งเมล์มาบอกว่าวันจันทร์ต้งอพรีเซนต์เรื่องที่ไปฝึกงานมา...

-กุมขมับ มีอะไรไปพรีเซนต์ฟะ...

-ติดซีรี่ฝรั่งงอมแงม โอวววววว เวลาหายไปหนายยยยย

-รักน้องจริงอย่าชวนน้องดื่มนะจ๊ะ (???)

edit @ 6 Jun 2009 10:33:21 by SadoZ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คนรักหมามาอ่านเข้าคงลมใส่ sad smile
แอบโหดอ่ะป้าดอส ><

เปิดเทอมจะได้เจอกันมั้ยหนอ?
ปีสี่แล้วก็สู้ๆนะค๊า

รักน้องจริงต้องเลี้ยงข้าวน้องจ๊ะ ^^ (???)

#1 By Yami KID on 2009-06-06 21:55