[Fic]Reborn : [AU] Vongola Suicide [16]

posted on 22 May 2009 00:52 by sadoz  in FiC

Title : Vongola Suicide [16]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่...และอย่าหวังจะได้เห็นอะไรที่ "ปกติ" เลย
Warning : PG15 และ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ไม่ใช่ความจริง กรุณาอย่าเอาไปลองทำเองนะฮะ...

ตอน [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12]  [13]  [14] [15]

 

ในที่สุดฤดูหนาวก็ผ่านพ้นไป ฤดูใบไม้ผลิย่างก้าวเข้ามาประจำตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พืชพรรณต่างแตกหน่อผลิใบอ่อนจากผืนดินชื้น ชีวิตที่หลับใหลมาตลอดสามเดือนค่อยๆฟื้นตื่นขึ้นอย่างช้าๆ ไม้ดอกหลายพันธุ์เริ่มมีดอกตูมติดตามกิ่งก้านแห้งโกร๋น หากต้นใดได้รับการบำรุงอย่างดีจึงชิงแย้มกลีบอวดสีสันสดสวยและกลิ่นหอมกำจายก่อนใครๆ

และแน่นอนว่า สถานที่ๆดอกไม้แตกใบผลิดอกก่อนใครในเมือง ย่อมหนีไม่พ้นสุสานของโบส์ถตระกูลคาบัคโรเน่ ที่บัดนี้กลายเป็นสถานที่ชื่นชมความงามของดอกไม้นานาพันธุ์ที่แข่งกันอวดโฉมราวกับเป็นงานประกวดพืชผลอุดมสมบูรณ์ก็ไม่ปาน

ที่เป็นเช่นนี้ คงต้องยกความดีความชอบให้คนเฝ้าสุสานที่หมั่นพรวนดิน และพนักงานร้าน Vongola Suicide ที่ขยันส่งปุ๋ยมาบำรุงแร่ธาตุในดินตลอดฤดูหนาว

ทว่าน่าเสียดายนัก ที่แม้ดอกไม้จะงดงามสักเพียงใด แต่ด้วยความที่สถานที่แห่งนี้เป็นสุสานที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฮี้ยน อีกทั้งดีกรีความโหดของบาทหลวงเจ้าถิ่นก็เลื่องลือไปทั่ว จึงแทบไม่มีชาวเมืองที่สติสัมปชัญะสมบูรณ์คนใดกล้าเหยียบย่างเข้ามาชื่นชมความงามของธรรมชาติที่เปิดให้สัมผัสได้ฟรีๆ เช่นนี้เลย
เว้นแต่เหล่าพนักงานร้านขายอุปกรณ์ฆ่าตัวตาย ที่วันนี้พร้อมใจกันยกพลมาปูเสื่อปิคนิคราวกับจะจัดเทศกาลชมดอกไม้ล่วงหน้าอย่างไรอย่างนั้น

การที่เจ้าของร้านรุ่นที่สิบยอมให้พนักงานลาหยุดยกร้านเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะเกิดใจดีกระทันหัน หรือร้านไม่มีลูกค้ามาอุดหนุนแต่อย่างใด แค่เป็นการสร้างความผ่อนคลายหลังจากเผชิญกับงานหนักมาตลอดฤดูหนาว การจัดแต่งสวนครัวเมื่อสัปดาห์ก่อน และ เตรียมพร้อมรับมือลูกค้าในฤดูชมดอกไม้เท่านั้นเอง

"อากาศดีจังนะ"
ยามาโมโตะเปรยขึ้นขณะยกกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นจิบ เด็กหนุ่มผู้รับหน้าที่พ่อครัวประจำร้านกำลังนั่งอยู่บนหินหลุมศพเก่าแก่ที่หักพังลงมาเกือบครึ่ง รอยแตกที่ถูกลมฝนขัดจนเกลี้ยงเกลามานับสิบๆปีนั้นทำให้หินปูนแท่งใหญ่กลายสภาพเป็นเก้าอี้ที่แสนสบาย สมกับเป็นที่พักพิงสุดท้ายของมวลมนุษย์ที่ทอดร่างอยู่ใต้ผืนดิน


"แต่ฉันว่าอากาศปีนี้อุ่นเร็วไปหน่อย กว่าจะถึงหน้าร้อนคนร้อนเป็นบ้าเป็นหลัง"
เสียงบ่นที่ขัดอารมณ์สุนทรีย์ของผู้อื่นได้ทุกสถานที่และเวลาคงเป็นของใครไปไม่ได้ นอกจากโกคุเทระซึ่งประจำการอยู่ตรงฐานรูปปั้นอสูรหินอ่อน พื้นดินชื้นที่ปูด้วยผืนหญ้าเย็นๆที่เพิ่งแตกใบนั่นนุ่มสบายราวกับพรมราคาแพง ทั้งฐานทรงสี่เหลี่ยมที่เอียงลาดเล็กน้อยของรูปปั้นยังชวนให้รู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่งเมื่อเอนหลังพิง ถัดไปไม่ไกลคือฮิบาริซึ่งกำลังนั่งพิงฐานอีกด้านหลับปุ๋ยทั้งที่ถ้วยชาข้าวสาลียังคาอยู่ในมือ

"...ร้อนก็ดีสิครับ ลูกค้าจะได้มาที่ร้านกันเยอะขึ้น"

"ถูกต้อง!"
คนที่จะมารับส่งมุกแบบนี้กับมือขวาของเจ้าของร้านได้คงจะหนีไม่พ้นพนักงานผู้มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งอย่างมุคุโร่ ซึ่งกำลังนั่งละเลียดรสเค้กช็อคโกแลต ของขวัญรับฤดูใบไม้ผลิจากเจ้าของร้าน Sickly Sweet อย่างเอร็ดอร่อย


เพราะฮิบาริเกลียดของหวาน หนำซ้ำวองโกเล่ยังไม่ยอมทิ้งร้านมาชมดอกไม้ด้วยกัน คนคลั่งช็อคโกแลตอย่างเขาจึงแสนจะเปรมปรีที่ได้ส่วนแบ่งของทั้งสองมาเป็นของตนเอง... ช่างเป็นวันหยุดที่ดีเสียนี่กระไร

ยิ่งถ้าไม่มีม้าพยศมาส่งเสียงหนวกหูอยู่ข้างๆแบบนี้ คงจะน่ายินดีขึ้นไปอีก

แต่ในเมื่อมาใช้สถานที่ของเขาแล้ว จะไม่เชิญเจ้าของสถานที่มากินเลี้ยงด้วยคงจะเป็นการเสียมารยาทเกินไปหน่อย ด้วยเหตุนี้เจ้าของร้านขายโลงศพและทายาทผู้สร้างสุสานประจำเมืออย่างดีโน่ คาบัคโรเน่ จึงโผล่หน้ามานั่งเคี้ยวซูชิปลาดิบตุ้ยๆ อยู่บนแท่งหินฝังศพแท่งเดียวกับเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยังดีที่มีฟูตะนั่งคั่นไว้ ไม่อย่างนั้นมุคุโร่คงได้ลองจับชายหนุ่มผมทองยัดลงโลงหินที่ใช้ต่างเก้าอี้ดูสักครั้ง โดยเฉพาะเมื่อดีโน่เริ่มเข้ามาร่วมวงสนทนา


"พวกนายนี่น้า ยังเด็กยังเล็กแท้ๆ คุยเรื่องอะไรกันน่ากลัวชะมัด แต่ฉันก็เห็นด้วยนะ ยิ่งลูกค้าร้านนายเยอะเท่าไหร่กิจการร้านฉันก็รุ่งเรืองมากเท่านั้น"
ว่าแล้วเงยหน้าซดน้ำผลไม้กระป๋องอึกใหญ่ ก่อนหันมาลูบหัวฟูตะอย่างเอ็นดู

"เพราะฉะนั้น ปีนี้ก็ตั้งใจทำงานกันเข้านะ เจ้าพวกเด็กๆ!"

เมื่อได้เห็นเด็กชายอายุน้อยที่สุดในร้านพยักหน้ารับคำเสียงใส ยิ่งทำให้คนตาสองสีหงุดหงิดมากขึ้นอีก มือขาวจนเรียกได้ว่าซีดวางจานเค้กลงกับแท่นหินและผุดร่างลุกขึ้นยืน ก่อนประกาศว่าตนจะไปเดินเล่น

"เราจะกลับร้านกันก่อนมืดนะมุคุโร่ อย่าเล่นเพลินจนลืมเวลาอาหารเย็นล่ะ!"
ยามาโมโตะร้องบอกไล่หลังเพื่อนร่วมร้านที่กำลังจะหายเข้าไปในดงหลุมฝังศพ มือเรียวขาวซีดยกขึ้นโบกเป็นเชิงรับรู้ ก่อนร่างโปร่งจะลับตาไป ฟูตะชะโงกมองตามคู่หูต่างวัยด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะถอนหายใจอย่างปลงๆ แล้วหันความสนใจกลับมายังเค้กช็อคโกแลตส่วนของตนแทน ต่อให้ไม่ใช่พวกช็อคโกแลตมาเนียอย่างมุคุโร่ แต่ของหวานชั้นเยี่ยมจากร้านขายชนมอันดับ1ของเมืองก็ยังเป็นที่โปรดปรานของเด็กๆอยู่นั่นเอง


ถ้าจะมีใครผิดแปลกไปบ้าง ก็คงจะเป็นพนักงานหน้าใหม่ของร้าน ที่มีนามว่า ฮิยาริ เคียวยะ คนนั้นแหล่ะ

เด็กชายคิดพลางเหลือบดวงตาสีฟ้าสวยไปยังเด็กหนุ่มผมดำที่ยังคงหลับสนิทอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ราวกับตายไปแล้วอย่างนั้นแหล่ะ

คนที่คิดแบบนี้คงไม่ได้มีแค่ฟูตะคนเดียว เพราะในวินาทีเดียวกันนั้นเอง ดีโน่ก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง

"นี่ๆ โกคุเทระคุง หวังว่าในถ้วยชาใบนั้นคงไม่ได้มียาพิษอะไรใส่อยู่หรอกนะ"
ข้อสังเกตที่น่าสยดสยองอย่างถึงที่สุด เพราะตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในสุสานแห่งนี้ สิ่งเดียวที่ล่วงล้ำลำคอของฮิบาริเข้าไป คือชาข้าวสาลีจากกระติกที่ยามาโมโตะพกมา

แล้วชากระติกนั้นนั่นแหล่ะ ที่เจ้าของร้านขายโลงศพเพิ่งจะดื่มเข้าไปเต็มอึก

แม้ใบหน้าของผู้ถามจะเริ่มซีดลงด้วยจินตนาการด้านร้ายที่ค่อยๆผุดขึ้นมาในหัวสมองเรื่อยๆ แต่เด็กหนุ้มผมขาวที่ถูกยิงคำถามใส่กลับมีท่าทางเบื่อหน่าย พลางยื่นมือไปหยิบแก้วกระดาษจากมือแข็งทื่อของคนที่กำลังหลับมาแกว่งๆดูตะกอน


"คิดว่าเป็น เจ้าหญิงนิทรา นะ"
ว่าแล้วสาดชาที่เหลือทิ้งบนพื้นหญ้า แล้วขยำแก้วกระดาษจนบี้แบน
เจ้าหญิงนิทรา คือยาพิษสูตรพิเศษอีกชนิดหนึ่งของร้านVongola Suicide มีฤทธิ์ตรงตามชื่อ คือทำให้รู้สึกง่วง อัตราการเผาผลาญในร่างกายลดลง และสุดท้าย หัวใจจะหยุดเต้นไปเองขณะหลับ พูดง่ายๆคือเป็นยาพิษที่ทำให้ตายอย่างสงบเหมือนนอนหลับนั่นเอง

เจ้าหญิงนิทราเป็นยาพิษที่ไม่ร้ายแรง ทั้งยังออกฤทธิ์ช้า หากเผลอกินเข้าไปโดยไม่ตั้งใจก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก เหมือนกับเวลาพวกเด็กมีปัญหาจงใจกินยานอนหลับเข้าไปมากๆนั่นแหล่ะ แค่ทำให้อ้วกออกมา หรือพาไปล้างท้องก็ปลอดภัยแล้ว นอกจากนี้ ดูจากนิสัยส่วนดีที่เหมือนจะมีอยู่ไม่น้อยในตัวฮิบาริ เจ้าตัวคงจะทาพิษไว้ที่แก้วก่อนดื่ม มากกว่าใส่ยาลงไปในกระติกชาส่วนรวม

แต่เรื่องอะไรจะบอกให้เจ้าม้าพยศนั่นสบายใจ ปล่อยให้ตระหนกเสียขวัญแบบนี้สะใจกว่ากันเยอะ


"ทำแบบนั้นไม่ตายเอาเหรอ?"
เสียงสั่นเล็กน้อยที่ถามกลับมาช่วยให้โกคุเทระอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย จึงตอบคำถามนี้ด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรมากขึ้น

"ไม่ตายหรอก วันก่อนก็ลองชุดฆ่าตัวตายแบบอลัน ทูริ่ง ไป ฝีมือวาดรูปของหมอนี่ดูไม่จืดเลยล่ะ"
พูดแล้วนึกถึงภาพเขียนสีน้ำมันขนาดย่อมที่วางอยู่บนขาตั้งในห้องของตนมาตั้งแต่เช้าวาน ดูจากสีที่เริ่มแห้งก็พอจะอนุมานได้ว่าคนวาดฟื้นจากการตายแล้วจึงยกมาทิ้งไว้ที่ห้องของเขา แถมภาพที่วาดออกมายังเป็นผลแอปเปิลที่เหลือแต่แก่นเหมือนจงใจประชดกันยังไงยังงั้น

แต่ถึงจะอยากแดกดันความไม่ได้เรื่องของสินค้าแค่ไหน ฮิบาริคงไม่กล้าเอาไปวางไว้หน้าห้องสึนะ เพราะดูท่าพนักงานหน้าใหม่ที่ไม่เกรงฟ้าดินจะยอมสยบให้กับอาการจิตตกของรุ่นที่สิบแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

ทว่าความกังวลจากเจ้าของร้านขายโลงศพคงส่งผ่านมาถึงเด็กหนุ่มเล็กน้อย โกคุเทระค่อยยื่นมือไปอังที่ปลายจมูกของคนที่ยังนั่งนิ่งเหมือนหลับใหล เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจอ่อนๆ แต่สม่ำเสมอจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อย่างน้อยก็ไม่ต้องแบกหมอนี่ที่กลายเป็นศพไปแล้วกลับร้าน... ไม่สิ ที่นี่เป็นสุสาน ถ้าเกิดมันตายขึ้นมาจริงๆ รุ่นที่สิบคงบอกให้ฝังทำลายหลักฐานไว้ที่นี่เลยสินะ

คิดแล้วเริ่มจะปวดหัวนิดๆกับนโยบายที่ขนาดมือขวาอย่างตนยังอดคิดไม่ได้ว่ามันออกจะเลือดเย็นผิดมนุษย์มนาไปหน่อย ตอนที่มาอยู่กับรุ่นที่สิบใหม่ๆ เขาเคยเผลอโวยเจ้านายลั่นร้านมาแล้วหลายครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเคยชินก็เปลี่ยนความตระหนกเป็นความเฉยชา และเรื่องประหลาดทั้งหลายก็กลายเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันไปในที่สุด

เด็กหนุ่มคงจะเผลอคิดอะไรเพลินไปหน่อย จึงไม่ทันสังเกตว่าฟูตะกำลังไถลตัวลงจากโลงหิน ผ้าพันคอลายทางผืนยาวเกินขนาดตัวจึงเกี่ยวเข้ากับกระติกชาที่ครอบฝาไว้เพียงหลวมๆ และลากภาชนะบรรจุน้ำอุณหภูมิสูงใบนั้นตกกระดอนลงมาใส่คนโชคร้ายที่นั่งอยู่ไม่ไกล

และด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบได้ มนุษย์ดวงซวยคนนั้นจึงไม่ใช่ดีโน่ คาบัคโรเน่ แต่เป็นโกคุเทระ ฮายาโตะ  
มือขวาคนเก่งของเจ้าของร้านVongola Suicide จึงได้ทำลายกฎเพียงข้อเดียวของสถานที่แห่งนี้ ด้วยการแหกปากลั่นสุสาน

"ฟูตะ!"
"ขะ ขอโทษครับ พี่ฮายาโตะ"
เสียงเด็กชายละลำละลักพลางหยิบผ้ามาซับน้ำร้อนๆออกจากหลังคอและบ่าของเจ้าทุกข์ ยามาโมโตะรีบคว้าขวดน้ำเย็นมาพรมใส่เพื่อลกอุณหภูมิ ขณะที่ดีโน่โดดแผล่วลงจากโลงหิน แล้วเผ่นเข้าโบส์ถไปหากล่องปฐมพยาบาล


ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านี้ ฮิบาริ เคียวยะ ขมวดคิ้วเล็กน้อย และนอนหลับต่อไปอย่างเป็นสุข

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,



นานแล้วที่ไม่ได้อยู่เฝ้าร้านคนเดียวแบบนี้

ผู้สืบทอดรุ่นที่สิบของร้านขายอุปกรณ์ฆ่าตัวตายคิดพลางขยับไม้ถูกพื้นในมือให้เคลื่อนไปตามแนวไม้กระดานที่มันเงาจากการขัดถูมานานปี จริงอยู่ที่ว่าตามตารางการเฝ้าร้าน สึนะเองก็มีวันที่ต้องอยู่โยงที่ร้านคนเดียวอยู่บ้าง แต่ระยะหลังนี้ก็มีฮิบาริซึ่งไม่ยอมไปเรียนหนังสือคอยอยู่ช่วยงานที่ร้านตลอด และด้วยความที่ร้านแห่งนี้ไม่มีวันหยุดตามเทศกาลสำคัญๆอย่างคริสต์มาสหรือปีใหม่ อีกทั้งพนักงานทุกคนก็มีกินนอนอยู่ที่ชั้นบนของร้าน สถานที่เล็กๆแห่งนี้จึงมีแต่ความวุ่นวายและเสียงหัวเราะอยู่แทบไม่ขาด แม้สึนะจะเคยสงสัยว่าทำไมพนักงานแต่ละคนถึงยึดติดกับหน้าที่ในร้านของตนขนาดนั้น แต่ในเมื่อมันดีต่อยอดขาย เขาจึงไม่เคยเอ่ยถามให้เสียเวลาทำงาน

แม้จะเป็นเรื่องน่าชื่นใจ แต่ถ้าไม่ปล่อยให้มีวันหยุดไปพักผ่อนตามอัธยาศัยซะบ้าง เกรงว่าคุณหมอคลีนิคข้างๆจะ
โทรไปร้องเรียนกรมแรงงานเอา แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ กว่าจะลากจะเข็นพนักงานแต่ละคนออกไปจากร้านได้ก็ทำเอาหมดพลังกายพลังใจไปโขอยู่


เด็กหนุ่มจุ่มปลายผ้าถูพื้นลงในถังน้ำแล้วแกว่งให้สิ่งสกปรกหุดออกไป ก่อนจะยกขึ้นมาถูกลงบนพื้นกระดานอีกครั้ง วันอากาศดีช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้คงทำให้คนในเมืองรู้สึกสุขสบายจนไม่มีอารมณ์ฆ่าตัวตาย ร้านจึงว่างไร้ลูกค้ามาเยือนตั้งแต่เช้า มีเพียงสายลมเย็นพัดผ่านบานประตูที่เปิดอ้ารับอากาศบริสุทธิ์ และพวงระฆังเงินที่ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งคลอไปกับเสียงเพลงเบาๆ จากวิทยุเครื่องเล็กบนเคาท์เตอร์

"And in the naked light I saw
Ten thousand people, maybe more.
People talking without speaking,
People hearing without listening,
People writing songs that voices never share
And no one deared
Disturb the sound of silence..."


สึนะฮัมตามเสียงเพลงที่ส่งมาตามคลื่นFm นั้นเบาๆ ขณะที่หางตาเหลือบเห็นความเคลื่อนไหวของร่างหนึ่งที่เดินออกมาจากประตูหลังร้าน

"อ้าว! รีบอร์น จะไปไหนน่ะ?"
เสียงทักที่ไม่เบานักทำให้ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มสำหรับฤดูใบไม้ผลิชะงักและหันกลับมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ดวงตาสีเทาเข้มจนเกือบดำมองกลับมายังเด็กหนุ่มด้วยอารมณ์ที่ไม่ยินดี แต่ก็ไม่ถึงกับขุ่นมัว

"ฉันมีหน้าที่ต้องแจ้งนายตั้งแต่เมื่อไหร่หือ? สึนะโยชิ"
แม้จะเป็นคำพูดที่มีความหมายประชดประชัน แต่น้ำเสียงกลับไม่จริงจังนักทำให้ผู้ฟังยิ้มกว้างเกือบถึงใบหู แม้แต่คนอย่างรีบอร์นก็ได้รับอิทธิพลดีๆจากอากาศสดใสในวันนี้ไปด้วย เวลาดีๆแบบนี้แหล่ะ ที่เหมาะกับการถามข้อสงสัยของเขามากที่สุด


"รีบอร์น...ฉันมีเรื่องอยากถามนายหน่อย"
น้ำเสียงเคร่งขรึมผิดปกติ ประกอบกับดวงตาสีส้มที่จ้องเขม็งไปยังคู่สนทนานั้นดูไม่เข้ากันเลยสักนิดกับไม้ถูพื้นในมือ แม้จะอยากหัวเราะออกมาดังๆ แต่ชายหนุ่มร่างสูงเพียงขยับยิ้มที่มุมปาก


"ถ้าเป็นเรื่องห้องของฉันล่ะก็... ไม่อนุญาตให้เข้าไปทุกกรณี ถ้าอยากทำความสะอาดนักก็ไปกวาดทางเดินใต้ดินซะ"

"ไม่ใช่เรื่องนั้นสักหน่อย! อีกอย่าง ทางเดินใต้ดินของร้านมันก็ไม่ได้สกปรกเลยนะ"
สึนะโยชิร้องโวยพร้อมแก้ต่างด้วยท่าทางหัวเสีย จริงอยู่ที่เขาอยากเข้าไปทำความสะอาดในห้องของอีกฝ่าย แต่คำถามที่อยากถามน่ะมันไม่ใช่เรื่องบ้าบอแบบนั้นสักนิด ที่อยากจะรู้จริงๆน่ะคือ...

 


"ไม่ทราบว่าร้านเปิดหรือยังคะ?"
เสียงกังวานน่าฟัง หากทรงพลังและแฝงไว้ด้วยอำนาจเอ่ยขัดความข้องใจของเจ้าของร้านอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อหันไปมองก็พบกับหญิงสาวรูปร่างดีราวกับนางแบบ เรือนผมสีทองที่ดูจะกัดแลโกรกมาอย่างดีเป็นประกายสะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนแสบตา ดวงหน้าเรียวถูกปกปิดไว้เกือบครึ่งด้วยแว่นกันแดดราคาแพงแบบในภาพยนตร์ฮอลลีวูด หากริมฝีปากชุมลิปสติกกำลังปิดเบี้ยวด้วยความขุ่นข้องบางอย่าง

เจ้าหล่อนจะหงุดหงิดเรื่องอากาศดีเกินไป แสงแดดแยงตา หรือจิ้งจกทักก่อนออกจากบ้านก็ช่าง เพราะสึนะโยชิสนใจแค่ความจริงที่ว่าหล่อนเป็นลูกค้ารายแรกของวันนี้เท่านั้นแหล่ะ

"ครับ สวัสดีครับคุณผู้หญิง Vongola Suicideยินดีต้อนรับ"
น้ำเสียงที่ดูจะสดใสเกินไปหน่อยทำให้เด็กหนุ่มอยาดเตะก้นตัวเองขึ้นมาตงิดๆ ไม่สิ ถ้าจะให้ดี หันไปเตะเจ้านักฆ่าที่กลั้นหัวเราะอยู่ข้างๆน่าจะเข้าท่ากว่ากันเยอะ


แต่ก่อนที่เขาจะได้ลองกระทำพฤติกรรมเสี่ยงตายเช่นนั้น หญิงสาวผมทองก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลังเลผิดจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

"เธอเป็นเจ้าของร้าน... ไม่สิ อยู่เฝ้าร้านแทนผู้ปกครองหรือไงพ่อหนู"
คำถามที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกว่าหางคิ้วมันกระตุกแปลกๆ ก็รู้อยู่หรอกนะว่าลูกค้าส่วนใหญ่คาดหวังให้ร้านนี้มีบรรยากาศเหมือนในนิยายสยองขวัญ แต่ขอโทษเถอะครับคุณลูกค้า ไอ้การที่ผมมันดูเป็นเด็กอายุ15 ที่ตัวเล็กกว่าชาวบ้านชาวช่องนี่มันหนักสมองซีกไหนของคุณไม่ทราบ

ทั้งๆที่คิดแบบนั้น แต่อากับกิริยาที่แสดงออกมาภายนอกคือรอยยิ้มน่าเอ็นดู ปิดบังสายตาเย็นชาได้มิดชิด ในเมื่ออีกฝ่ายมองว่าเขาเป็นเด็ก ก็ใช้ให้เป็นประโยชน์เสียหน่อยไม่ผิดกฎหมายอะไรหรอก


"ร้านนี้เป็นของคุณทวดของผมครับ แต่ตอนนี้ท่านออกเดินทางไปหาสินค้าใหม่ๆ เลยทิ้งให้ผมเฝ้าร้าน..."

"ตายจริง ตัวแค่นี้เก่งจังเลย แล้วพ่อหนุ่มคนนี้... เป็นผู้ดูแลเธออยู่สินะจ๊ะ"
พอเล่นละครเข้าหน่อยหญิงสาวก็ดูจะเผยวัยที่แท้จริงออกมาในทันที สึนะประมาณเอาว่าภายใต้แว่นกันแดดนั้นต้องมีรอยตีนกาซ่อนอยู่มากมายจนดึงไม่หมดเป็นแน่ เด็กหนุ่มพยายามกลั้นขำด้วยการเตือนตัวเองว่าเขายังโกรธนักฆ่าร่วมร้านอยู่

"..เอ๊ะ ไม่สินะ ท่าทางแบบนี้ หรือว่าคุณจะเป็นพ่อบ้าน ของพ่อหนูกันคะ?"

"แค่ก แค่กๆ"
หมัดเด็ดจากลูกค้าสาวแก่ทำเอานักฆ่าที่ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ไอโขลกอย่างน่ากลัวว่าจะหายใจไม่ออกล้มตึงไปทั้งอย่างนั้น ขณะที่สึนะโยชิซึ่งพยายามกลั้นเสียงหัวเราะจนน้ำตาซึมยื่นมือไปตบหลัง "พ่อบ้าน" เบาๆ พลางเอ่ยปลอบ

"ไม่เป็นไรนะ เซบาสเตียน ฉันรู้ว่านายเป็นหวัดอาการไม่ค่อยดี ขอโทษทีที่บังคับให้นายลงมาเฝ้าร้านด้วยกัน..."
เพราะกลั้นขำไปด้วยเสียงเลยสั่นๆอยู่บ้าง แต่ดูท่าคุณป้าลูกค้าจะเข้าใจผิดว่ามันเป็นน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความสงสารลูกจ้าง จึงยกมือขึ้นปิดปากด้วยความติ้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง เจ้าของร้านรุ่นที่สิบพยายามเมินสายตาอาฆาตของรีบอร์น แล้วเอ่ยถามลูกค้าเสียงใส

"ว่าแต่ คุณลูกค้าต้องการซื้ออะไรเหรอครับ?"
ถามแบบโง่ๆ ใครๆก็รู้ว่าเดินเข้าร้านนี้มา จะซื้ออะไรได้อีกนอกจากของไปฆ่าตัวตาย แต่ในเมื่อลูกค้าท่าทางอ่อนไหวแบนี้ เล่นบทใสซื่อต่อไปคงดีกับการค้ามากกว่าสินะ


"จะให้พูดเรื่องแบบนั้น... หนุ่มน้อยอย่างเธอคงลำบากใจแย่ ขอโทษด้วยนะจ๊ะ แต่ฉันมาหาอะไรไปใช้ฆ่าตัวตายน่ะ"
เอาเข้าไป คุณป้าดันรับมุกอีก สึนะเริ่มรู้สึกว่ารีบอร์นเริ่มกลั้นเขาอีกรอบจึงแอบเอาปลายไม้ถูกพื้นเขี่ยรองเท้าหนังที่ขัดไว้มันวับนั้นทีหนึ่ง และได้รับสายตาถมึงทึงกลับมาดังคาด รู้หรอกนะว่าหลังจากนี้คงโดนเขกหัว หรือโดนโวยยกใหญ่ แต่ตอนนี้จะยอมให้เจ้านักฆ่าจอมเอาแต่ใจมาทำให้เสียการค้าไม่ได้เด็ดขาด

ช่วยเข้าใจหน่อยเถอะนะรีบอร์น ว่าข้าวฟรีที่นายกินอยู่ทุกวันน่ะ มันมาจากเงินที่ฉันรีดจากลูกค้าพวกนี้นั่นแหล่ะ


"เอ่อ... แล้วคุณลูกค้าต้องการให้สาเหตุการตายเป็นอะไรล่ะครับ?"

"อา... จะเป็นอะไรก็ได้จ้ะ ที่ไม่ทำร้ายจิตใจหนุ่มน้อยอย่างเธอจนเกินไป"
แค่บอกว่าจะฆ่าตัวตายก็ถือว่าทำร้ายจิตใจเด็กแล้วล่ะครับป้า แต่ในเมื่อเขาไม่เด็ก ลูกค้ารุ่นป้าคนนี้คงไม่ต้องเพิ่มหัวข้อในบัญชีบาปของตนเองสินะ

คิดพลางผายมือไปทางเคาท์เตอร์เป็นเชิงเชิญชวนให้ลูกค้าเดินไปทางนั้น ก่อนจะเดินตามไปโดยโยนไม้ถูกพื้นในมือไปให้รีบอร์นถือแทน


สึนะโยชิก้มลงค้นหาอะไรสักอย่างในกล่องใต้เคาท์เตอร์สักครู่ ก่อนจะโผล่หน้าขึ้นมาพร้อมยาสีฟันสองหลอดใหญ่
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลูกค้าที่ประหลาดใจ แต่นักฆ่าที่กลายเป็นพ่อบ้านชั่วคราวก็เลิกคิ้วด้วยความสงสัย ดวงตาสีเทาแก่แทบจะสื่อความหมายออกมาได้เป็นคำพูด

ลูกค้ามาหานายเพราะอยากตาย ไม่ใช่เพราะฟันผุนะ สึนะโยชิ...

แต่ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยถามอะไร หรือติงว่าหยิบยามาผิดหลอดหรือไม่ ผู้สืบทอดร้านรุ่นที่สิบก็เปิดฉากการอธิบายเสียงใส

"คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกครับว่าที่จริงแล้ว ฟลูออไรด์ในยาสีฟันที่เราใช้กันอยู่ มีพิษเป็นอันตรายต่อร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญบอกไว้ว่า หากได้รับฟลูออไรด์ในปริมาณ5กรัม หรือมากกว่านั้น ต่อน้ำหนัก1กิโลกรัม จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะฉะนั้นยาสีฟันที่มีสารฟลูออไรด์ผสมอยู่ จึงมันมีฉลากคำเตือนแปะไว้ไงล่ะครับ"

ลักษณะท่าทางของเด็กหนุ่มในตอนนั้นดูกระฉับกระเฉงราวกับเด็กนักเรียนตัวอย่างกำลังกล่าวรายงานหน้าชั้นเรียน สำหรับบุคคลทั่วไปมันคงจะน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับคนที่รู้จักกันมาเกินสิบปีแล้วอย่างรีบอร์น กลับดูน่าหมั่นไส้เสียนี่

"เอ่อ.... ผมคงต้องขอเสียมารยาทถาม ว่าคุณลูกค้าน้ำหนักเท่าไหร่เหรอครับ จะได้คำนวนปริมาณถูก"
เอ่ยถามด้วยสายตารู้สึกผิดเสียเต็มประดา แต่ด้วยท่าทางนอบน้อมและกิริยามารยาทเช่นนี้ ต่อให้ถามกระทั่งอายุหรือรอยย่นบนผิวหน้าก็คงไม่มีลูกค้าคนไหนโกรธลง


เมื่อลูกค้าสาวแก่บอกน้ำหนักของตนแล้ว เด็กหนุ่มจึงหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาคำนวนอย่างคล่องแคล่ว และส่งหยิบถุงขึ้นมาบรรจุยาสีฟังหลอดใหญ่สองหลอดลงไปโดยไม่ลืมถามถึงรสชาติที่ลูกค้าชื่นชอบ (อันที่จริงมีอยู่รสเดียว เพราะนานๆทีถึงจะมีใครบ้าอยากฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้) ระหว่างนั้นสึนะโยชิสนทนากับลูกค้าอย่างสุภาพ ความน่ารักน่าเอ็นดูนั้นทำให้หญิงสาวถึงกับเผลอยิ้มกว้างจนรองพื้นแตกเป็นรอยลึกเลยทีเดียว เมื่อจ่ายเงินค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มเดินไปส่งลูกค้าถึงประตูร้าน และเอ่ยคำลาอย่างนอบน้อม


"อย่าลืมนะครับว่า ถ้าใช้สินค้าแล้วไม่ตาย ร้านเรายินดีคืนเงิน"

"แหม น่ารักจริงเชียว นี่ถ้าลูกชายของฉันได้เรื่องได้ราวสักครึ่งของเธอ ฉันคงไม่ต้องทำแบบนี้หรอก เกิดใหม่ชาติหน้าหวังว่าคงจะได้ลูกชายน่ารักน่าเอ็นดูแบบเธอนะจ๊ะ"

"ถ้าเช่นนั้น ชาติหน้าเจอกันใหม่นะครับ"

"ได้จ้ะ ลาก่อนนะพ่อหนุ่มน้อย"

ลูกค้ายิ้มแก้มปริโดยไม่สนว่ารองพื้นร่อนออกจนเห็นริ้วรอยที่มุมปากชัดเจน พลางยื่นมือมาลูบเรือนผมชี้ฟูของเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู ก่อนจะเดินจากไป โดยไม่มีโอกาสได้เห็นสีหน้าเหนื่อยหน่ายของสึนะโยชิ


"ฉันว่าถ้านายเลิกวางมาดเจ้าของร้านผู้คล่องแคล่ว แล้วหันมาใช้บุคลิกหนุ่มน้อยน่าเอ็นดูแบบเมื่อกี้ คงจะเรียกลูกค้าเข้าร้านได้มากกว่าเดิมเยอะเลยล่ะ"
นักฆ่าที่ยืนเท้าไม้ถูพื้นดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเอ่ยขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มเดินกลับเข้ามาในร้าน ดวงตาสีส้มถลึงใส่อย่าขุ่นเคือง ก่อนจะเอ่ยโต้ตอบ

"ถ้าห่วงยอดขายนักล่ะก็ นายน่าจะลองลงมาช่วยงานในร้านบ้างนะ รีบอร์น....ไม่สิ เซบาสเตียน มาดพ่อบ้านน่าจะถูกใจสาวแก่แม่ม่ายดีนี่นา"

"ฉันไม่มีรสนิยมสนใจป้าแก่ดึงหน้าซะตึงเปรี๊ยะแบบนั้นหรอกนะ อีกอย่าง ยาสีฟันนั่นมันก็แค่ของที่เจ้ามุคุโร่ซื้อมาผิดไม่ใช่รึไง เอามาขายโก่งราคาตั้งสี่เท่าแบบนี้ ไม่กลัวรัลแล่นมาจับข้อหาค้ากำไรเกินควรเรอะ"

ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มว่าแล้วโยนไม้ถูกพื้นคืนให้เจ้าของ สึนะรับมันไว้ด้วยสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

"ใครจะไปฟ้องได้ล่ะ ป้าคนนั้นไม่พ้นค่ำนี้ก็กลายเป็นศพให้คุณดีโน่ไปเก็บใส่โลงแล้ว อีกอย่าง คนที่ตัดสินใจซื้อไปคือลูกค้าเอง ต่อให้มันแพงกว่านี้กี่เท่าคุณสารวัตรก็มาว่าอะไรฉันไม่ได้หรอก ว่าแต่นายเถอะ ตอบมาเดี๋ยวนี้เลยนะ นายรู้ใช่ไหมว่าคุณทวดไปไหน?"

ดวงตาสีส้มส่องประกายคล้ายมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน ขณะที่ดวงตาสีเทาแก่ยังนิ่งเฉย ริบฝีปากบิดขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนยกหมวกปีกแคบในมือขึ้นสวมปิดเรือนผมสีดำที่หวีไว้อย่างเรียบร้อย เงาจากปีกหมวกบดบังดวงตาสีเข้มเสียสิ้น ราวกับจะปดปิดความจริงไว้จากคนตรงหน้า

 

"ต่อให้รู้ ฉันก็ไม่บอกนายหรอกนะ เจ้าปีศาจน้อย..."

สึนะอ้าปากจะเถียง หากเสียงฝีเท้าของลูกค้าอีกรายที่ก้าวเข้ามาในร้านกลับทำให้เขาต้องหันไปตีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ขณะที่รีบอร์นผลุบหายออกจากร้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

 


ระฆังหอนาฬิกาตีบอกเวลาห้าโมงเย็น แต่ตะวันกลับใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว แสงสีส้มสดที่สาดส่องมาเป็นครั้งสุดท้ายของวันนั้นส่องผ่านร่างมนุษย์4คนที่กำลังเดินช้าๆ บนถนนปูพื้นหินที่ทอดยาวจากสุสานสู่ร้านVongola Suicide เมื่อมองให้ดีจะเห็นว่าเงาที่ทาบทับลงบนพื้นหินเก่าแก่นั้น มีเงาหนึ่งที่ดูจะเล็กกว่าใครเพื่อน กำลังกระโดดหยองแหยงนำหน้าเงาอื่นๆอยู่


และแน่นอนว่า ปลายของเงานั้น กำลังเชื่ออยู่กับพื้นรองเท้าผ้าใบคู่เล็กของพนักงานอายุน้อยที่สุดในร้านขายอุปกรณ์การฆ่าตัวตาย ที่เดินนำหน้าแต่ยังไม่วายหันมาร้องเร่งกลุ่มเด็กหนุ่มที่เดินตามหลังมาอยู่เนืองๆ

"พี่ฮายาโตะ พี่ทาเคชิ คุณฮิบาริ เดินเร็วๆหน่อยสิครับ ป่านนี้พี่สึนะรอแย่แล้ว"
ว่าพลางยืนเท้าสะเอวมองกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะกินลมชมวิวอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรทั้งสิ้น แม้แต่โกคุเทระที่ปกติจะมีเรื่องของรุ่นที่สิบเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งในชีวิตตลอด24ชั่วโมงก็ดูจะออกอาการโอ้เอ้ตามพนักงานอีก2คนไปด้วย

"เอาน่า ฟูตะคุง เดินช้าๆหน่อยก็ได้ นี่มันเพิ่งจะห้าโมงเย็นเองนะ อีกอย่างฉันต้องแวะซื้อเนื้อกับผักอีก"
คำตอบกลั้วเสียงหัวเราะของยามาโมโตะทำให้เด็กชายขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจพวกผู้ใหญ่เลยจริงๆ ทั้งๆที่ปกติออกจะแย่งกันเฝ้าร้านจนแทบจะเป็นสงครามย่อมๆ เมื่อเช้าก็อิดออดไม่ยอมออกจากร้าน แต่พอถึงเวลากลับก็ทำตัวเฉื่อยแฉะอย่างกับคุณมุคุโร่ตอนเช้าๆอย่างนั้นแหล่ะ

ตามปกติแล้ว คำพูดแสดงอาการอยากอู้งานอย่างโจ่งแจ้งเมื่อครู่น่าจะทำให้โกคุเทระปรอทแตกโวยใส่พ่อครัวประจำร้านไปแล้ว แต่น่าแปลกที่เด็กหนุ่มผมเงินยังคงปิดปากเงียบ จะว่าไป ตั้งแต่คุณมุคุโร่ออกไปเดินเล่น พี่ฮายาโตะก็หายเข้าสุสานไปพักหนึ่ง แล้วกลับมานั่งซึมอย่างกับเป็นคนละคน

หรือว่าจะไปเจอศพที่คุณสควอลโล่ฝังไม่ลึกพอ โดนฝนต้นฤดูชะขึ้นมาทักทายเข้าให้?

เอียงคอคิดอยู่พักหนึ่งแล้วถอนหายใจอย่างปลงตก ถ้าเป็นแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ถึงจะทำงานที่ร้านขายอุปกรณ์ฆ่าตัวตายมาตั้งหลายปี แต่ก็ใช่จะคุ้นเคยกับศพทุกประเภท ถ้าเขาไปเจอโครงกระดูกเน่าๆโดยไม่ทันตั้งตัวเข้าก็คงจะรู้สึกแย่เหมือนกัน


 "ฟูตะคุง ระวัง!"
เสียงร้องเตือนของยามาโมโตะคงจะช้าไปหน่อย เพราะยังไม่ทันขาดคำ เด็กชายที่กำลังเดินถอยหลังอยู่ก็ล้มคว่ำด้วยแรงปะทะจากเด็กสาวคนหนึ่งที่วิ่งสวนทางมา

"โอ๊ย!"
พนักงานบัญชีตัวน้อยร้องพลางกุมเข่าขวาที่กระแทกพื้นเข้าเต็มรัก รอยเปื้อนสีแดงคล้ำเริ่มแผ่เป็นวงกว้างบริเวณเข่าของผ้ากางเกงยีนส์สีอ่อน ขณะที่เด็กสาวคู่กรณีเองก็ล้มลงบนพื้นถนน ท่าทางถลอกปอกเปิกไม่น้อยเหมือนกัน


"ขอโทษค่ะ"
เด็กสาวลุกขึ้นแล้วก้มหัวอย่างรีบร้อน ก่อนจะออกวิ่งไปตามถนนสู่สุสานโดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งไว้แต่เสียงร้องงอแงของฟูตะสะท้อนในแสงสลัวยามค่ำ

,,,,,,,,,,,,,,,,

 

"ยัยนั่นน่ะ ไม่มีมารยาทจริงๆเล้ย"
โกคุเทระที่ดูจะเรียกสติกลับมาได้เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของฟูตะออกปากบ่นขณะหยิบจานจากในตู้มาจัดบนโต๊ะอาหาร ส่วนเด็กชายที่แผลบนหัวเข่าเพิ่งจะสมานตัวกำลังนั่งดูดอมยิ้มไม่มีวันละลายที่ไปอ้อนขอพนักงานร้านSickly Sweetมาตอนยามาโมโตะแวะซื้อกับข้าว ฮิบาริที่ถูกใช้ให้รดน้ำต้นไม้ในกระถางข้างหน้าต่างเปรยจึงเปรยขึ้นลอยๆ


"มีปืนด้วยน่ะ ผู้หญิงคนนั้น"

"โห! ฮิบาริ นายนี่ตาดีจริงๆ"

ยามาโมโตะที่กำลังง่วนอยู่กับหม้อไหจานชามในครัวหันมาชื่นชม ก็ในเมื่อตอนนั้นเริ่มมืดแล้ว อีกทั้งเขายังมัวแต่ตกใจกับแผลของฟูตะ จึงไม่ได้สังเกตสิ่งที่เด็กสาวคนนั้นถือมาด้วยมากนัก เมื่อถึงตอนนี้ฟูตะที่ดุท่าจะอารมณ์ดีขึ้นแล้วจึงเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย


"หรือว่าจะเป็นลูกค้าร้านเรา? ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็พอจะเข้าใจได้นะครับว่าทำไมเขาถึงรีบร้อนขนาดนั้น"

"ไปที่สุสานด้วยสินะ แบบนี้คุณดีโน่คงชอบใจ จะได้ไม่ต้องเอารถขนศพออกให้เปลืองน้ำมัน"

พ่อครัวของร้านว่าพลางหัวเราะ เด็กชายจึงขบขันไปด้วย ในตอนนั้นเองที่สึนะยื่นหน้าเข้ามาในห้องอาหาร ดวงตาสีส้มฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

"มุคุโร่ล่ะ?"
คำถามที่ราวกับจะจุดประกายทดสอบปัญญาทางคณิตศาสตร์ของลูกจ้าง เมื่อพนักงานทั้งสี่มองหน้ากันเลิกลั่ก เหมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีใครคนหนึ่งขาดหายไป

ยามาโมโตะยกมือตบหน้าผากเป็นคนแรก

"ตายล่ะหว่า! ยังอยู่ที่สุสานรึเปล่าเนี่ย"

"ช่างมัน หิวเมื่อไหร่ก็กลับมาเองแหล่ะ"

โกคุเทระที่ยังอารมณ์บูดไม่หายว่าพลางขยับเก้าอี้ให้สึนะนั่ง ขณะที่ฮิบาริพึมพำอะไรสักอย่างอยู่คนเดียว แม้จะค่อนข้าวเบา แต่ก็พอจับความได้ประมาณว่า

"ปล่อยมันเน่าตายอยู่ในนั้นนั่นแหล่ะ..."

ฟูตะที่นั่งอยู่ใกล้ๆคนตาเรียวได้ยินเข้าก็กลอกตาสีฟ้าสวยอย่างระอาในความห่วงใยของพนักงานร่วมร้านที่มีต่อคนตาสองสี ก่อนกระโดดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกจากห้อง


"งั้นผมไปตามคุณมุคุโร่ก็แล้วกันนะครับ"

"เฮ้! ไปคนเดียวได้ไง เดี๋ยวฉันไปด้วย"

เมื่อได้ยินแบบนั้น คนที่ดูจะแอบห่วงลูกจ้างทุกคนอยู่อย่างโกคุเทระเลยขยับจะตามออกไปด้วย แต่เมื่อเห็นสายตาของเจ้าของร้านอย่างสึนะที่ดูเหมือนจะสั่งห้ามอยู่กลายๆจึงเปลี่ยนเป็นร้องบอกให้เด็กชายเอาไฟฉายติดไปด้วยแทน


เมื่อถูกคนสนิทมองด้วยสายตาแปลกๆ สินะโยชิจึงแกล้งยิ้มขำ ก่อนจะหยอกเข้าให้

"หายากนะเนี่ย ที่โกคุเทระคุงจะเป็นห่วงมุคุโร่"

คำเย้าชวนสยองที่ทำเอาคนเป็นมือขวาต้องรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน

 

"ไม่ใช่นะครับรุ่นที่สิบ ผมแค่ห่วงว่าก็ถ้าไปตายผิดที่ผิดทางอยู่ในสุสานนั่น คุณท่านบาทหลวงคนนั้นจะมาโวยกับร้านเราเอาน่ะสิ"

 

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

เสียงพื้นยางของรองเท้าผ้าใบย่ำลงบนใบหญ้าชื้อที่เพิ่งแทงยอดพ้นผืนดินมาดังสวบสาบ ขณะร่างเล็กของเด็กชายค่อยๆก้าวลัดเลาะไปตามช่องว่างระหว่างรูปสลักมากมายในสุสาน หากเดินตรงไปเรื่อยๆจะพบกับพื้นที่โล่งซึ่งเพิ่งถางต้นไม้ออกไม่นาน บริเวณนั้นเป็นส่วนที่คนเฝ้าสุสานเตรียมไว้ฝังศพใหม่ๆในฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ทว่าเมื่อเดินพ้นกำบังของปีศาจและเทพยดาที่สร้างจากหินหลายชนิดไปแล้ว สิ่งแรกที่กระทบแสงของไฟฉายกระบอกเล็ก คือปลายเท้าแบบบางสีขาว ที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ

เด็กชายยกมือปิดปากทันที เสียงร้องที่กำลังจะหลุดออกมาจึงถูกกลืนหายลงคอไป แสงไฟดวงเล็กค่อยๆเลื่อนขึ้นไปตามเรียวขาที่แกว่งน้อยๆตามจังหวะของสายลมเย็นเยียบยามราตรี ไล่ตามชายกระโปรงนักเรียนสั้นจู๋จนแค่เห็นก็น่าอายแทน ผ่านเสื้อเชิ้ตเครื่องแบบที่มอซอราวกับถูกแขวนตากลมฝนมาหลายวัน จนถึงลำคอที่มีเชือกเส้นใหญ่รัดพันไว้แน่นจนบิดผิดรูปร่างไป

ร่างศพที่เห็นนั้นแขวนลงมาจากกิ่งอวบอ้วนของต้นไม้ใหญ่ แม้สภาพศพจะเหมือนเพิ่งตายมาได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่เนื่องจากยังเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศหนาวยังไม่จางหายไป จึงเป็นไปได้ว่า เด็กสาวผู้นี้แขวนกายอยู่กับต้นไม้มานานกว่า3วันแล้ว

ฟูตะสังเกตบางอย่างผูกอยู่ไม่ไกลจากปมเชือกของเด็กสาว จึงส่องไฟฉายตาม และได้พบกับโครงกระดูกเก่าโทรมถูกแขวนอยู่ไม่ห่างกันนัก และเมื่อมองสูงขึ้นไปอีก ก็พบกับร่างศพมากมายแขวนเรียงรายบนกิ่งก้านของไม้ใหญ่ต้นนั้น จนแทบไม่มีที่ให้ดอกใบงอกงาม ราวกับว่า ต้นไม้ต้นนี้ให้ผลออกมาเป็นร่างศพของมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น

นี่เองสินะ "ต้นไม้แขวนคอ" (Hanged Man Tree) ที่เป็นของขึ้นชื่อของสุสานคาบัคโรเน่

แน่นอนว่าสภาพแปลกประหลาดของมันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นเพราะมีช่วงหนึ่งที่ร้านVongola Suicideกิจการรุ่งเรือง มีศพส่งเข้ามาให้ฝังไม่เว้นแต่ละวัน ในช่วงนั้นเอง มีชายคนหนึ่งเข้ามาแขวนคอตายกับกิ่งที่สูงที่สุดของต้นไม้ใหญ่ คนเฝ้าสุสานที่กำลังยุ่งหัวปั่นแม้จะสังเกตเห็นศพ แต่ก็ขี้เกียจปีนขึ้นไปเอาลงมาฝังตามประเพณี จึงปล่อยให้ศพนั้นแขวนค้างอยู่จนเน่าเปื่อยไปเองในที่สุด ในระหว่างนั้นเอง มีคนสิ้นหวังในชีวิตมากมายที่กำลังหาต้นไม้เหมาะๆเพื่อแขวนคอตาย และเมื่อเห็นศพบนยอดไม้ จึงเริ่มมาแขวนคอตายที่ต้นไม้ต้นนี้บ้าง จนกลายเป็นธรรมเนียมไปในที่สุดว่า หากจะแขวนคอตายในสุสาน ต้องมาที่ต้นไม้แขวนคอ แห่งนี้

เมื่อตอนบ่าย คุณดีโน่เพิ่งเล่าที่มาของต้นไม้ต้นนี้ให้เขาฟัง ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นกับตาตัวเอง เพราะจากที่ได้ยินมา การที่ศพทั้งหลายอยู่รอดปลอดภัยมาได้โดยไม่โดนร้องเรียนนั้น เป็นเพราะต้นไม้แขวนคอหยั่งรากอยู่ในส่วนลึกของสุสาน แวดล้อมด้วยรูปปั้นหินและไม้อื่นมากมาย จึงยากยักที่จะหาพบ
นับว่าเด็กชายโชคดี เป็นหนึ่งในผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่กี่คนที่ได้เห็นต้นไม้มหัศจรรย์นี้

แต่ว่าผู้ที่เขาตามหานั้น ไม่ได้แขวนอยู่บนกิ่งไหนของไม้ใหญ่ เด็กชายจึงเดินผ่านบรรดาร่างไร้วิญญาณที่แกว่งไกวราวกำลังเต้นรำไปอย่างไม่ใส่ใจ

จนพ้นจากเงาไม้ออกมาได้ ดวงตาสีฟ้าจึงเบิกกว้าง เบื้องหน้าคือพื้นดินว่างเปล่าแปลงหนึ่ง เหนือขึ้นไปเป็นท้องนภาสีเข้ม ประดับประดาด้วยแสงกระพริบของหมู่ดาวนับร้อยนับพันที่แข่งกันอวดโฉมยามพระจันทร์ซ่อนกายในเงาแรม

สองขาก้าวออกไปโดยไม่รู้ตัว เด็กชายยืนอยู่กลางผืนดินโล่ง แหงนหน้ามองฟ้าจนแทบหงายหลัง ดวงตากลมโตสะท้อนภาพหมู่ดาวที่ส่องกระกายระยับราวกับกำลังร้องชวนให้ขึ้นไปเล่นด้วยกัน

ตั้งแต่ยังเป็นทารกตัวเล็กๆ ฟูตะก็หลงใหลเจ้าแสงกระพริบบนท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างล้นเหลือ มารดาของเขามักเปิดม่านหน้าต่างทิ้งไว้ เด็กชายจึงนั่งเฝ้ามองหมู่ดาวจนมันหายลับไปในแสงตะวันยามรุ่งสางบ่อยครั้ง เมื่อเติบโตพอจะอ่านหนังสือได้แล้ว เด็กชายกลายเป็นผู้ที่รู้จักดวงดาวทั้งหลายดีกว่าใคร เพื่อนร่วมชั้นเรียนมักมองเขาด้วยสายตาชื่นชม ครูอาจารย์และผู้ใหญ่รอบข้างต่างพร่ำบอกถึงอนาคตที่รุ่งโรจน์ของนักดาราศาสตร์ตัวน้อย แต่คำชื่นชมจากมนุษย์เหล่านั้น ไม่ได้ทำให้เด็กชายปลาบปลื้มเลยแม้แต่น้อย

ช่วงเวลาเดียวที่ฟูตะมีความสุขอย่างแท้จริง คือเมื่อได้แหงนหน้ามองดวงดาวในคืนฟ้ากระจ่างไร้เมฆหมอก แสงกระพริบวับวาวราวกับจะพูดคุยหยอกล้อด้วยภาษาที่เขาไม่อาจเข้าใจ เด็กชายปรารถนายิ่งนัก ที่จะโบยบินขึ้นไปหาประกายแสงเหล่านั้น และเรียนรู้ถ้อยคำที่ไม่มีมนุษย์คนใดรู้จัก เฝ้าฟังเสียงเพลงขับกล่อมที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน

ทว่าในวันหนึ่ง ความฝันกลับดับสลาย เมื่อเด็กชายได้ทราบว่าหลังจากศึกษาทดลองกันมากว่า50ปี จนบัดนี้มนุษย์ก็ยังเดินทางออกจากผิวโลกไปได้ไกลไม่เกินดวงจันทร์

ขีดจำกัดของร่างกาย แรงโน้มถ่วงของโลก รังสี สารเคมี อาการแทรกซ้อน และศัพท์เฉพาะมากมายในวารสารเทคโนโลยีที่เด็กชายไม่อาจทำความเข้าใจ หากเขาก็ฉลาดพอจะรับรู้สารที่ตัวหนังสือเหล่านั้นบอกเล่า ต่อให้พยายามไปชั่วชีวิต ก็อาจไม่สามารถสัมผัสดวงดาวเหล่านั้นได้ด้วยมือของตน

ถ้าร่างกายของมนุษย์เป็นอุปสรรคมากนัก ทิ้งมันไปเสียก็หมดเรื่อง เด็กอย่างเขาไม่เคยมีความคิดเรื่องสวรรค์หรือนรก แต่หากว่านรกมีจริง มันคงเป็นการที่ได้แต่ยืนมองสิ่งที่สวยงามที่สุดในอวกาศอยุ่บนพื้นโลกใบนี้ ได้เพียงเอื้อมมือไขว่คว้า ทั้งที่รู้ว่าไม่อยากได้มาครอบครอง

สองปีก่อนหน้านี้ เด็กชายรวบรวมเงินเก็บทั้งหมด เพื่อแลกกับกริชเล่มสวยในร้านขายอุปกรณ์การฆ่าตัวตาย

บนด่านฟ้ากว้างของโรงเรียนประถม ภายใต้แสงระยับของหมู่ดาวนับร้อยพัน เด็กชายนอนหงายมองสหายที่เฝ้าฝันมาตลอดชีวิต กริชคมวาววับปักตัดเส้นเลือดใหญ่ที่คอ ดวงตาสีฟ้าสวยเบิกกว้างขณะวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง โบยบินขึ้นสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ หัวเราะและหยอกล้อกับดวงดาวมากมายที่กระพริบแสงต้อนรับ เขากำลังจะกลายเป็นดวงดาว เป็นส่วนหนึ่งของประกายแสงงดงามบนฟากฟ้า...

แต่แล้วเด็กชายก็กลับลงมาสู่ด่านฟ้าสกปรกแห่งนั้น แหงนมองผืนฟ้าดารดาษด้วยดวงดาราจากร่างกายที่หนักอึ้งราวสมอถ่วงลำเรือมิให้แล่นออกทะเลกว้างไปตามอำเภอใจ

วัฏจักรที่แสนน่าเบื่อเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เด็กชายตื่นขึ้นทุกเช้าเมื่อแสงดาวลับหาย ไปโรงเรียนที่ไม่มีผู้ใดหันมองด้วยความชื่นชมอีกต่อไป พูดคุยกับผู้ใหญ่ด้วยน้ำเสียงนอบน้อมน่าเอ็นดู หากไม่เคยรู้สึกเช่นนั้นเลยแม้เพียงสักนิด เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ก่อนเขาจะตัดสินใจกลับไปที่ร้านแห่งนั้นอีกครั้ง และกลายเป็นพนักงานคนหนึ่ง ใช้ชีวิตต่อไปภายใต้หลังคาที่บดบังแสงดาวจนสิ้น เด็กชายแทบไม่ได้แหงนมองหมู่ดาราบนผืนฟ้าอีกเลย

จนกระทั่งคืนนี้

แสงดาวที่สาดส่องลงมากระทบร่างเล็กจนเป็นสีเงินยวงนั้นราวกับจะร้องเชิญชวนให้ขึ้นไปร่วมเล่นสนุกด้วยกันอีกครั้ง แต่เด็กชายรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ หนทางสู่ดวงดาวนั้นถูกปิดล็อคด้วยร่างกายที่แสนน่ารำคาญนี้ ฟูตะไม่เคยฆ่าตัวตายซ้ำสองเหมือนพนักงานคนอื่นๆ เขาเป็นเหมือนเด็กทั่วไปที่ยอมรับความผิดหวังได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่จำนวนมาก และยอมรับวิถีชีวิตแบบใหม่ของตนอย่างง่ายดาย แต่กระนั้น ก็ใช่ว่าจะละทิ้งความหวังไปจนสิ้น

คุณทวดของพี่สึนะ ผู้ก่อตั้งร้านVongola Suicide บุคคลที่ไม่ว่าใครก็ต่างรอคอยให้หวนกลับคืนมา

ถ้าถึงตอนนั้นล่ะก็ เขาจะ...

เสียงดังสนั่นราวฟ้าผ่าแทรกเข้ามา ถึงเด็กชายออกจาภวังค์ ฟูตะสะดุ้งสุดตัว เขารู้จักเสียงนั้นเป็นอย่างดี เสียงที่ได้ยินเสมอเมื่อนาฬิกาตีครบ12ครั้งยามค่ำคืน

เสียงปืน...

คุณมุคุโร่!

สองเท้าก้าวออกไปอีกครั้ง ไม่ได้เดินช้าๆอย่างระมัดระวัง แต่เป็นการวิ่งสุดฝีเท้า มุ่งสู่ที่มาของเสียงน่าสะพรึงกลัวนั้น

 

,,,,,,,,,,,,,,,,,,, TBC Episode17,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,


 ลงจนจบตอนละฮะ = =/

ตอนนี้ออกแนวเรื่อยๆมาเรียงๆ ชิวๆ ง่ายๆ เพราะตอนหน้า(คนเขียน)จะเครียดตึ้บแหงแซะ
(เริ่มจะเกลียดสับประรดเอาช่วงนี้แหล่ะ)

แต่แม้ตอนนี้จะชิวๆ ขำๆ ก็ทำเอาเกือบตาย... 13หน้า A4 ภายใน24 ชั่วโมง (ลบเขียนใหม่ไปอีกครึ่งตอน...)

ทำไมยิ่งเขียนจำนวนหน้าต่อตอนยิ่งเยอะล่ะเนี่ย (จำได้ว่าแรกๆ ตอนละสี่หน้าเอง)

 

edit @ 22 May 2009 15:39:21 by SadoZ

edit @ 22 May 2009 15:39:54 by SadoZ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สับปะรด นายนิสัยยังไงกันแน่นะ...
สึนะเอ๋ย นายคนเดียวก็คุมร้านได้แล้วม่าง??? (ว่าแต่นายจ่าย "อะไร" เป็นค่าจ้าง เจ้าพวกนั้นน่ะ??)

เซบาสเตียน 555+ แต่บุคลิคให้จริงๆนะเออ

#1 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2009-05-22 15:01

ในที่สุดปริศนาของฟูตะก็เปิดเผย
อาจจะเพราะว่ายังเด็ก หรืออะไรก็ตามที แต่ฟูตะที่ผิดหวังเพราะไม่สามารถสัมผัสดวงดาวแบบนี้ สมกับเป็นฟูตะจริงๆ ค่ะ

ตอนนี้ดูสบายๆ ดีค่ะ ชอบแบบนี้เหมือนกัน
สบายๆ ในสุสาน เหมาะกับพนักงานร้านนี้มาก

ส่วนตอนของสึนะกับรีบอร์น
ดูเหมือนสองคนนี้จะอายุไล่เลี่ยกันยังไงไม่รู้ (ฮา)

อยากอ่านตอนหน้าจังค่ะ
รอมานานแล้ว ปริศนาของมุคุโร่

ปล. อ่านในรวมเล่มแล้วค่ะ ตอนที่ 15 ที่เพิ่มเติมขึ้นมานี่
ทำให้รักโชจังมากขึ้นเยอะเลยค่ะ (?)
โดยเฉพาะตอนที่ตายแล้วฟื้น ตายแล้วฟื้น...
ชอบมากค่ะ big smile

#2 By วาร : waras on 2009-05-22 18:13

อ่านช่วงแรกแอบแซวคุณฮิในใจว่า
น่าจะไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้เจ้าหญิงนิทราเนอะ
แต่อ่านลงมา ... เอ่อ ... เจ้าหญิงนิทราของจริง orz

แอบรู้สึกไปเองว่่าคุณฮิอยากตายเพราะความรำคาญ
มากกว่าจะอยากตายจริงๆยังไงก็ไม่รู้ ฮา...

เรื่องของฟูตะก็อึ้งกับตรรกะของน้องเหมือนกัน
มันก็อาจจะจริงอย่างที่ฟูตะคิด ว่าถ้าตายก็ไปสัมผัสดวงดาวได้
แต่ก็แหม...นะคะ *เกาหัว*

big smile

#3 By ฟาร์ม . on 2009-06-07 10:37

ตามมาจากบอร์ดเก่า ตอนนเเรกนึกว่าจะไม่อัพซะเเล้ว T T
จะติดตามไปเรื่อยๆ อัพบ่อยๆน๊า~

#4 By สุโค่ย (125.26.122.180) on 2009-06-27 19:29

สึนะดูจะดาร์กขึ้นเยอะนะค่ะ
เลือดเย็นได้ใจจริงๆ
ชอบค่ะ >.<

อยากรู้ว่าจริงๆ แล้วทำไมมุคุโร่อยากตาย
ไงก็จะติดตามต่อค่ะ
อัพน้า //ประสานมือ ทำตาออดอ้อน

#5 By karnalone on 2009-10-03 00:33