[Fic]Reborn : [AU] Vongola Suicide [13]
posted on 16 Nov 2008 02:01 by sadoz in FiC
Title : Vongola Suicide [13]
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Pairing : หลายคู่...และอย่าหวังจะได้เห็นอะไรที่ "ปกติ" เลย
Warning : PG15 และ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ไม่ใช่ความจริง กรุณาอย่าเอาไปลองทำเองนะฮะ...
เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเสียงแผดร้องของโทรศัพท์มือถือ
ดวงตาสีดำค่อยๆปรือขึ้นอย่างง่วงงุน เศษเสี้ยวความฝันอันแสนเศร้ายังตกค้างในความทรงจำ
มือข้างหนึ่งยื่นออกควานเปะปะคลำหาเครื่องมือสื่อสารที่กำลังส่งสัญญาณอย่างเอาเป็นเอาตายในความมืด ขณะที่เจ้าตัวเค้นสมองเพื่อจดจำความฝันอันโหดร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ใช่แล้ว ช่างโหดร้าย และน่าหวาดหวั่น
รุ่นพี่ตาย เขาเล่นเบสบอลไม่ได้อีกต่อไป...
ในฝัน เขาตัดสินใจจบชีวิตของตนเอง เพื่อสังเวยแต่ความหวังที่ดับสลาย
ดีจริงที่เป็นแค่ฝัน...
ตราบจนปลายนิ้วสัมผัสผิวโลหะเรียบลื่นของโทรศัพท์มือถือเครื่องกะทัดรัด เปิดบานพับเพื่อรับสายแล้วลากกลับมาแนบใบหู เสียงโวยวายจากปลายคลื่นสัญญาณจึงดังกลบความเงียบในบรรยากาศไปสิ้น
"นายหายหัวไปไหนหา ยามาโมโตะ! วันนี้พวกชมรมเบสบอลตามหากันให้วุ่น ทำไมไม่มาโรงเรียน!"
เสียงที่คุ้นเคยของซาซางาวะ เรียวเฮ รุ่นพี่ร่วมโรงเรียนแต่ต่างชมรมแทรกเข้ามาในห้วงคิดที่ยังมึนมัว ราวกับแสงสว่างที่ชำระล้างความมืดมิดไปจนสิ้น ยามาโมโตะผุดลุกขึ้นนั่งทันที หากต้องล้มตัวลงไปนอนใหม่ ด้วยอาการชาที่แผ่ไปทั่วร่างซึ่งขัดแข็งไร้เรี่ยวแรง ราวกับไม่ใช่ร่างกายของตนเอง เขาพยายามเค้นคำพูดโต้ตอบกับผู้ที่อยู่อีกปลายคลื่นโทรศัพท์ ทว่าแม้แต่เส้นเสียงก็ดูจะกลายเป็นอวัยวะที่ใช้การอะไรไม่ได้เหมือนไส้ติ่งอย่างไรอย่างนั้น
"ระ...รุ่นพี่ ซาซา....งาวะ..."
ถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นแตกพร่าและเบาบางยิ่งกว่าเสียงกระซิบ หากต้องขอบคุณธรรมชาติความสุดโต่งกว่ามนุษย์ทั่วไปในทุกๆ ด้านของคู่สนทนา เพราะทันทีที่กระแสเสียงหมดไปจากลำคอของเด็กหนุ่ม คนเป็นรุ่นพี่ก็ตอบรับกลับมาในทันที
"อะไร? นี่นายไม่สบายเหรอยามาโมโตะ รอเดี๋ยวนะ ฉันจะไปหาเดี๋ยวนี้แหล่ะ"
สรุปและเสนอตัวมาเยี่ยมเองเสร็จสรรพ ก่อนสายโทรศัพท์จะถูกตัดไป เหลือเพียงสัญญาณอิเลคทรอนิคส์ที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจ
อาจเป็นเพราะซาซางาวะ เรียวเฮ คือมนุษย์ที่เป็นเหมือนดวงตะวันกลางฟ้า สาดแสงขับไล่ความขุ่นหมองและความมืดมิด แม้ได้สัมผัสเพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยคผ่านทางโทรศัพท์มือถือ แต่ห้วงความคิดของเด็กหนุ่มกลับกระจ่างชัด
เมื่อทำได้เพียงขยับสิ่งที่อยู่ในกระบอกตา ดวงเนตรสีดำจึงกวาดมองไปรอบตัว ภายในห้องนอนเล็กๆ ที่ปูพื้นด้วยไม้กระดานสีอ่อนนั้นแม้ไม่ถึงกับรกรุงรัง แต่มีข้าวของกระจัดกระจายไปทั่ว เพราะอย่างไรก็เป็นห้องของเด็กผู้ชายวัยมัธยมต้น ชุดกีฬาและอุปกรณ์เล่นเบสบอลถูกพับและจัดวางอย่างเรียบร้อยอยู่บนพื้นกระดาน ถัดจากนั้น คือแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ที่มีรูปกระดูกหัวเข่าของเด็กหนุ่มปรากฏอย่างเลือนราง ราวกับภาพเขียนที่เรืองแสงได้เองในความมืด
รูม่านตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง ไม่ใช่เพราะสภาพไร้แสงภายในห้อง หากเป็นความทรงจำที่เพิ่งย้อนกลับมาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ถัดจากฟิล์มเอกซเรย์ คือปลอกดาบสั้นสีดำสนิทจนแทบจะกลืนไปกับบรรยากาศ และตัวดาบเงาวาวที่วางพาดทับอยู่ราวกับกำลังเอ่ยคำท้าทาย
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
"เพราะเปิดหน้าต่างอ้าซ่าแบบนี้น่ะสิ ถึงได้เป็นหวัดน่ะ"
คำบ่นจากคนยืนกอดอกตัวเองมอง "คนป่วย" ที่นอนซมอยู่บนเตียงนั้น แม้จะห้วนสั้นและฟังแข็งกร้าวตามประสาเด็กผู้ชาย แต่กลับแฝงความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด ยามาโมโตะทำได้เพียงหัวเราะแหะๆ ตามนิสัย
"จริงๆ แล้วอากาศตอนนี้ออกจะอุ่น ถึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ทั้งวันก็ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่รักษาสุขภาพเองมากกว่า..."
"คนป่วยไม่มีสิทธิเถียงสุดหูรูดเฟ้ย!"
ว่าแล้วมือใหญ่ก็โปะผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นลงบนหน้าผากของรุ่นน้องด้วยแรงระดับที่เรียกได้ว่าไม่ปราณีปราศัย ทำเอาคนป่วยเงียบเสียงไปได้ในทันที
เมื่อเห็นว่ายามาโมโตะไม่เป็นอะไรมากอย่างที่คิด เรียวเฮจึงกวาดสายตาสำรวจรอบห้อง ปกติแล้วลูกผู้ชายอย่างเขาไม่ได้มีนิสัยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน(เรอะ) แต่การที่เพื่อนรุ่นน้องขาดเรียนทั้งๆ ที่เจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยแบบนี้มันน่าสงสัยจนเกินไป
เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก จึงรู้ได้ว่าตอนนี้ยามาโมโตะมีอะไรสักอย่างแปลกไป
เรียวเฮกวาดสายตามองรอบห้องอย่างถือวิสาสะ พลันสายตาปะเข้ากับสิ่งแปลกปลอมที่ไม่น่าจะมาอยู่ในที่นั้นได้
มือหยาบที่พันด้วยผ้าพันแผลเป็นนิจยื่นไปหยิบแผ่นฟิล์มสีดำสนิทที่วางอยู่ใต้กองข้าวของประดามี คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันขณะดวงตาสีเทาจ้องมองเส้นสายสีขาวขุ่นบนนั้น...
ดูไม่รู้เรื่อง
เด็กหนุ่มร่อนแผ่นฟิล์มกลับลงสู่กองเสื้อผ้าอย่างไม่ใส่ใจ ในขณะที่ดวงตาสีดำสนิทของ "คนป่วย" จับจ้องกิริยาเหล่านั้นอย่างไม่คลาดสายตา
"เย็นแล้ว ไม่รีบกลับจะดีเหรอครับรุ่นพี่"
เอ่ยปากถามแม้จะรู้ว่าเสียมารยาท แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่คิดอะไร รุ่นพี่ซาซางาวะของเขามองนาฬิกาแขวนผนังก่อนยกมือเกาหัวด้วยท่าทางครุ่นคิด สภาพของยามาโมโตะที่เขาเข้ามาเห็นทีแรกคงทำให้รุ่นพี่กังวลใจไม่น้อย
"...กลัวแต่ว่าถ้าไม่เฝ้าไว้ นายจะลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่จนล้มไปอีกน่ะสิ"
"ผมไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ สัญญาเลยว่าจะทำตัวเป็นคนป่วยที่ดี นอนห่มผ้าหนาๆ ให้หายไข้ไวๆ นะครับ?"
ท้ายประโยคขึ้นเสียงสูงคล้ายจะเป็นคำถาม มองคนเฝ้าไข้พลางกระดกมุมปากเป็นรอยยิ้มใสซื่อ
"ถ้านายว่าอย่างนั้น ฉันก็คงต้องเชื่อสินะ"
เรียวเฮว่าแล้วหัวเราะเสียงดังสดใสจนคล้ายเศษดวงตะวันจะหล่นกระจายไปทั่ว เพิ่มความสดใสให้ห้องที่มืดมิดราวกับมีดาวฤกษ์นับร้อยกำลังร้องระบำอยู่รายรอบ ยามาโมโตะอดหัวเราะไปด้วยไม่ได้
ทั้งๆที่คิดว่าลืมวิธีหัวเราะไปแล้ว
บางที...เขาคงจะคิดผิด
บางที...สิ่งที่หลงลืมไป คงมีเพียงอานุภาพของตะวันดวงนี้
ที่สามารถสาดส่องผ่านพายุฝน ส่งความอบอุ่นเข้ามาถึงหัวใจดวงนี้ได้
บางที...นี่อาจจะเป็นความสุขที่แท้จริง
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
"หายดีแล้วเหรอ?"
คำถามที่ผสมระหว่างความแคลงใจกับห่วงใยของโค้ชเรียกรอยยิ้มบางๆให้ปรากฏบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม เขาตอบรับอย่างสุภาพแต่แข็งขัน ก่อนยื่นใบรับรองจากแพทย์ที่เพิ่งได้รับมาเมื่อเย็นวานให้ดูเพื่อเป็นการยืนยัน
เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อาการบาดเจ็บที่น่าจะคงอยู่ตลอดชีวิตจึงหายไปราวกับร่ายมนต์ บางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่รอยแผลจากดาบที่เขากรีดลงบนผิวเนื้อของตนหายไปได้โดยไม่ต้องพึ่งการรักษาใดๆ
แต่จะสนใจไปทำไม ในเมื่ออุปสรรคหนึ่งเดียวที่ขัดขวางการใช้ชีวิตของเขาละลายหายไปกับสายฝนที่แห้งเหือด เหลือเพียงชีวิตใต้แสงตะวันที่จะสาดส่องอย่างสดใสตลอดไป
ยามาโมโตะออกวิ่งอย่างร่าเริงไปพร้อมๆกับเพื่อนร่วมชมรม แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่ใช่คนขี้เกียจที่ไม่เห็นความสำคัญของการวอร์มอัพก่อนเริ่มซ้อม แต่ในวันนี้การวิ่ง กระโดด หรือแม้แต่เพียงก้าวเดินกลับดูมีความหมายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ แม้แต่สนามทรายก็ดูกว้างใหญ่และสดใสกว่าที่เคย
การซ้อมเริ่มขึ้นเช่นเดียวกับทุกครั้ง หลังจากฝึกกล้ามเนื้อตามคอร์สที่โค้ชตั้งไว้ ก็ถึงเวลาแบ่งทีมแข่งขัน อันที่จริงยามาโมโตะที่เพิ่งกลับมาซ้อมได้วันแรกควรจะนั่งดูอยู่ข้างสนามเช่นเดียวกับเด็กปีหนึ่งอีกหลายคน แต่ในเมื่อเขาเป็นยามาโมโตะ ทาเคชิ ว่าทีดาวเด่นดวงใหม่ของโรงเรียน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะถูกเรียกตัวลงสนามเป็นคนแรกๆ
เด็กหนุ่มเดินไปยังตำแหน่งของตน ยกไม้เบสบอลเหล็กขึ้นประทับบ่าเช่นทุกครั้ง ดวงตาสีดำสนิทจับความเคลื่อนไหวของพิชเชอร์ เคลื่อนตามบอลสีขาวที่พุ่งเข้ามาหาตน ก่อนหวดไม้ตีอย่างแม่นยำ และออกวิ่งไป เช่นทุกครั้ง วิถีของลูกไม่ได้เฉียบคมอย่างที่เคย คงโทษใครไม่ได้นอกจากตนเองที่หยุดพักไปเสียนาน อย่างไรก็ตาม การได้ก้าวเหยียบสนามแห่งนี้อีกครั้งก็เกินพอแล้วไม่ใช่หรือ
สำหรับตอนนี้ล่ะนะ
เขาคงจะเผลอใจลอยไปหน่อย จึงไม่ทันเห็นว่าแคชเชอร์ของอีกฝ่ายรับบอลได้และกำลังขว้างส่งให้เจ้าของเบสด้านหน้า เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าขึ้นก่อนสไลต์ตัวเข้าเบสอย่างรวดเร็วจนชนอีกฝ่ายล้มกลิ้งไปทั้งคู่
รู้สึกเจ็บแปลบนิดๆที่ศอกข้างซ้าย คงจะได้แผลถลอกอีกแล้ว แต่ยามาโมโตะยังยิ้มกว้างพลางเอ่ยปากขอโทษเพื่อนร่วมชมรมที่ต้องลงไปคลุกฝุ่นกับเขาด้วย หากเมื่อยกแขนขึ้นดู เด็กหนุ่มกลับต้องขมวดคิ้วเมื่อไม่พบบาดแผลใดๆ
น่าแปลก...
ด้วยความสงสัย เด็กหนุ่มจงใจล้มอีกหลายครั้ง แม้จะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดยามผิวหนังกำพร้าฉีกขาด หากเมื่อมองสำรวจ กลับไม่พบรอยแผลใดๆหลงเหลือให้เห็น
โค้ชคงสังเกตความผิดปกติจึงเรียกเขาออกจากสนาม ยามาโมโตะไม่ตอบรับคำพูดห่วงใยที่ได้ยิน หากเก็บข้าวของกลับบ้านในทันที
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
คมดาบในมือยังวาววับราวกับไม่เคยสัมผัสรสเลือด สะท้อนภาพเสี้ยวหน้าของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ในห้องท่ามกลางแสงแดดยามตะวันพลบ ดวงตาสีดำสนิทไร้วี่แววความสดใสร่าเริง ริมฝีปากเหยียดตรงอย่างเคร่งเครียด เสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ เนิ่นนาน ราวกับเตรียมทำใจ
มือกร้านจากกีฬาที่รักยิ่งกว่าชีวิตค่อยๆสัมผัสลงบนด้านคมของดาบอย่างแผ่วเบา สูดหายใจลึกก่อนจะออกแรงกดลงบนคมโลหะมากขึ้นเรื่อยๆ ความเจ็บร้าวขึ้นมาตามเส้นประสาท หากเด็กหนุ่มยังกัดฟันเฉือนเนื้อของตนต่อ จนหยาดเลือดสีแดงสดรินอาบใบดาบ และหยดลงบนพื้นห้อง
ดาบสั้นถูกทิ้งลงบนพื้น เกิดเสียงเคร้งแผ่วเบา ขณะที่ยามาโมโตะคุกเข่าลงกดบาดแผลบนฝ่ามือแน่นเพื่อระงับความเจ็บปวด
แล้ว"มัน"ก็เกิดขึ้นอย่างช้าๆ
สิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้...
หยาดเลือดที่เปรอะพื้นห้องค่อยๆขยับราวกับมีชีวิต มุ่งหน้าเข้าหาเด็กหนุ่มที่พยายามขยับถอย หากเหมือนมีแรงดึงดูดให้มือข้างนั้นยื่นไปข้างหน้าอย่างช้าๆ รอรับของเหลวสีแดงกลับเข้าสู่ร่างเพื่อไหลเวียนสืบต่อชีวิตอีกครั้ง ผิวหนังที่เปิดอ้าค่อยๆสมานตัวจากส่วนลึกสุด จนปิดสนิทเหมือนไม่เคยมีบาดแผลใดๆปรากฏมาก่อน
เหลือเพียงคมดาบวาววับราวกับไม่เคยถูกใช้งาน สะท้อนแสงสุดท้ายของดวงตะวันท่ามกลางห้องที่มืดมิด ราวกับจะล้อเลียน
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
กลิ่นบุหรี่โชยมาจางๆ ทำให้เด็กหนุ่มที่ยืนเกาะรั้วตาข่ายอยู่นิ่วหน้าเล็กน้อย หากสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่สนามทรายภายในรั้ว
เขาลาออกจากชมรมมาได้สามวันแล้ว
ท่ามกลางเสียงทักท้วงของรุ่นพี่ และสายตาเป็นกังวลของโค้ช
แม้จะได้ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์กลับคืนมา หากบัดนี้เขาไม่มีแก่ใจจะเล่นเบสบอลอีกต่อไป ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่ากลัวล่ะมั้ง
กลัวที่จะวิ่ง ตีลูก หรือแม้แต่เหยียบยืนในสนาม
กลัวว่าจะเกิดบาดแผล กลัวว่าจะมีคนล่วงรู้ความลับ
กลัว...ที่จะถูกมองเป็นตัวประหลาด
คืนนั้น เขาใช้ดาบสั้นกรีดตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า หลั่งเลือดอาบทั่วร่าง เพื่อที่จะเห็นบาดแผลสมานตัวและหายไปครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับภาพยนตร์เกรดบีที่ถูกฉายซ้ำๆ น่าขยะแขยงจนเด็กหนุ่มต้องอาเจียนครั้งแล้วครั้งเล่า รับรู้ความขมปร่าของน้ำย่อยบนโคนลิ้นจนชาชิน
จนใบมีดที่กดกรีดไม่ให้ความรู้สึกเจ็บปวด กลิ่นเลือดและภาพบาดแผลไม่ทำให้รู้สึกสยดสยอง
ตอนนี้เขาเพียงรังเกียจตัวเอง ชิงชังร่างกายน่าขยะขแยงนี้จนแทบทนไม่ได้
ตัวตนที่เคยโดดเด่นอยู่ใต้แสงไฟ ที่ใครๆต่างก็จ้องมองด้วยความชื่นชม
หากสายตาเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นความชิงชัง หวาดกลัว หรือแม้แต่ถูกเห็นเป็นของแปลก
หากเป็นเช่นนั้น จะทนได้หรือ?
สู้หันหลังหนี ไม่ยุ่งเกี่ยว เก็บตัวเองให้พ้นอันตราย เก็บความลับให้พ้นสายตาผู้คน ทอดทิ้งเบสบอลเสีย เพียงเท่านี้ เขาก็จะปลอดภัยจากสายตาเหล่านั้นไปจนวันสุดท้ายของชีวิต
สายลมจางพากลิ่นบุหรี่โชยมาอีก ครั้งนี้ยามาโมโตะขมวดคิ้วพลางเหลียวหาที่มา และเห็นเด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาสีเขียวหม่นยืนพิงต้นไม้จ้องมองเขาอยู่ ดวงหน้าคมที่เด็กผู้หญิงในชั้นเรียนชื่นชอบนักหนาบึ้งตึงด้วยความเคร่งเครียด
"แกน่ะ...ทำไมยังอยู่ที่นี่อีก"
คำทักทายที่ดูเหมือนขู่เข็ญมากกว่าสอบถาม เด็กหนุ่มนักเบสบอลจิตแข็งพอจะไม่ตกใจไปกับถ้อยคำแข็งกร้าวนั้น แต่ก็ยืนนิ่งเงียบ ไร้ซึ่งคำตอบใดๆให้อีกฝ่ายพอใจ
"ฉันถามว่าทำไมแกยังไม่ตาย ไม่เข้าใจเหรอไง?"
ครั้งนี้น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นราวกับสายลมฤดูหนาว ควันบุหรี่จางที่ลอยจากร่างอีกฝ่ายกระทบใบหน้าของยามาโมโตะนั้นให้ความรู้สึกเหมือนนิ้วมือเย็นชืดไร้ชีวิตของซากศพกำลังไล้ไปตามผิวแก้ม ขาทั้งสองข้างขยับถอย หากริมฝีปากยังแค่นยิ้ม ก่อนเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่ไม่เหมือนตัวเองเลยแม้แต่น้อย
"ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องมีชีวิตอยู่ทั้งๆที่เล่นเบสบอลไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าดาบของนายทำให้ฉันตายไม่ได้"
"จะเอาเงินคืนหรือไง?"
"เงินน่ะ... ไม่อยากได้หรอก"
คำตอบที่ทำให้อีกฝ่ายหยุดนิ่งราวกับลืมหายใจ เมื่อไร้แรงลม ควันบุหรี่สีเทาหม่นจึงลอยขึ้นสู่ฟ้ากว้างที่สว่างใสจนแสบตา โกคุเทระจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้น ขยี้จนดับด้วยส้นรองเท้าผ้าใบ
"ถ้างั้นก็ตามมา"
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้ง ร้านแห่งนี้ก็แปลกประหลาดเกินจะเชื่อว่ามีอยู่จริง
หากไม่ได้ก้าวเข้ามาในฐานะลูกค้าถึงสองครั้ง ยามาโมโตะก็คงจะไม่เชื่อเช่นกัน
เขายืนอยู่ในร้านขายของสำหรับฆ่าตัวตาย แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านบานหน้าต่างที่เช็ดถูจนใสกระทบพื้นไม้กระดานสะอาดสะอ้าน ชั้นวางสินค้าแปลกประหลาดเรียงรายเป็นระเบียบไร้เศษฝุ่นรกตา หัวกระโหลกบนเคาท์เตอร์จ้องมองผู้มาเยือนด้วยเบ้าตากลวงโบ๋
และเด็กหนุ่มร่างเล็ก ผมสีน้ำตาลฟูดูยุ่งเหยิง ที่กำลังเดินวนสำรวจเขาด้วยดวงตากลมสีออกส้ม พลางเอ่ยถามในสิ่งเดียวกับที่โกคุเทระถามมานับพันครั้งตลอดทางจากโรงเรียนถึงร้าน
"จัดการไปกี่ครั้งเหรอครับ?"
"หือ?"
"คุณฆ่าตัวตายไปกี่ครั้งครับ?"
"อ่า...ครั้งเดียวน่ะ"
"แทงถูกที่หรือเปล่า แทงตรงนี้แล้วลากไปทางนี้ใช่มั้ยครับ?"
ว่าพลางชี้นิ้วไปที่สีข้างของยามาโมโตะ แล้วลากผ่านช่องท้องตามรอยแผลที่เขาเคยกรีดเปิดเมื่อหลายวันก่อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อเอ่ยปากตอบรับ อีกฝ่ายก็ขมวดคิ้วทำหน้ายุ่ง ก่อนหันไปหาโกคุเทระที่ยืนมองอยู่ไม่ไกล
"ฝากด้วยนะ โกคุเทระคุง"
สิ้นคำสั่งก็เดินผ่านบานประตูหลังเคาท์เตอร์หาลับไป เหลือเพียงเด็กหนุ่มดวงตาสีเขียวหม่นที่เดินมาหาเขาด้วยท่าทางเคร่งขรึมผิดธรรมดา มือเรียวที่มีร่องรอยบาดแผลบนนิ้วยาวเหมือนนักดนตรียื่นวัตถุชิ้นหนึ่งให้ยามาโมโตะ ก่อนเอ่ยถามเสียงเบาหากช้า...ชัด
"แกอยากตายจริงๆ ใช่ไหม"
ยามาโมโตะไม่ได้ตอบรับด้วยคำพูด มีเพียงดวงตาสีดำเท่านั้นที่จ้องมองกลับไป
ถ้าจำไม่ผิด ในเวลานั้นเขาเห็นโกคุเทระหลับตาลงชั่วขณะ คิ้วเรียวสีอ่อนขมวด... ไม่ใช่ด้วยความเครียดขึงหรือโกรธา หากเป็นความรู้สึกที่เขาเองก็รู้จักดี
จนเด็กหนุ่มผมสีเงินถอยออกห่าง ยืนมองเขาด้วยสายตาที่แสดงความรู้สึกเช่นเดิม ยามาโมโตะจึงก้มลงมองวัตถุในมือของตนเป็นครั้งแรก มันเป็นลูกบอลทรงรีสีเข้ม ผิวตะปุ่มตะป่ำ น้ำหนักไม่น้อยบ่งบอกว่าทำจากโลหะ เด็กหนุ่มเงยหน้ามองผู้ที่มอบมันให้ตนอีกครั้ง สลักชิ้นเล็กรูปร่างคล้ายลูกกุญแจในมือคนผมเงินทำให้เขารับรู้ได้ในที่สุด
ยามาโมโตะจำเสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าสะเก็ดระเบิดฉีกร่างของตนออกนับร้อยส่วน ไม่รู้ว่าเศษเลือดเนื้อและกระดูกกระเด็นเลอะเปรอะเปื้อนร้านที่แสนสะอาดสะอ้านแห่งนั้นอย่างไร ไม่มีความทรงจำถึงช่วงเวลาขณะมือสองข้างที่ใช้กุมด้ามไม้เบสบอล และขาทั้งสองที่ใช้วิ่ง รวมถึงหัวเข่าที่เคยมีปัญหาถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น เขาไม่แม้แต่จะจดจำความตระหนกหรือเจ็บปวดของตน
เพราะเพียงสิ่งเดียวที่ระลึกได้ คือภาพแววตาอันเศร้าสร้อยของคนๆนั้น
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,
เขารู้สึกถึงแรงกระแทกที่ข้างศีรษะ ไม่แรง แต่ใช่จะเบา
ก็แค่ถึงขนาดหัวสั่นคอสะบัดแทบหักได้เท่านั้น
ดวงตาสีดำสนิทเปิดขึ้นอย่างช้าๆ และปะเข้ากับแสงสีขาวจากหลอดประหยัดไฟบนเพดานส่องทะลวงผ่านรูม่านตาที่เปิดกว้างจนหันหนีแทบไม่ทัน
เมื่อพยายามขยับก็รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้งราวกับหินอับเฉาท้องเรือ เด็กหนุ่มรู้จักความรู้สึกแบบนี้ดี
อาการแข็งตัวของศพหลังเสียชีวิต...
ยามาโมโตะรู้ว่าฝืนลุกไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงทำเพียงกรอกลูกตามองหาต้นตอของแรงปะทะที่ปลุกเขาขึ้นจากความฝันอันยาวนาน
หรืออันที่จริงต้องเรียกว่า ปลุกขึ้นจาก "ความตาย" จะถูกต้องกว่า
หูแว่วเสียงฝีเท้าเบาๆ ก่อนจะเห็นขาใครสักคนก้าวข้ามร่างของเขาไป
"เขามีธรรมเนียมว่าไม่ให้ข้ามศพไม่ใช่เหรอ ฮิบาริ"
คำทักทายที่ทำให้อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย ดวงตาเรียวเหลือบลงมองร่างบนพื้นบ่งบอกความรำคาญอย่างไม่ปิดบัง
ก่อนจะก้าวข้ามกลับไปอีกครั้ง...
นี่พี่แกติดเชื้อมุคุโร่มาใช่ไหม? ใช่ไหม!!!
ยามาโมโตะกรีดร้องอยู่ในใจ แต่ไม่ได้พูดออกไปเพราะยังหวั่นว่ากล่องใส่ยาพิษในมืออีกฝ่ายจะย้ายที่ลงมายังศีรษะของตนหรือไม่
สำหรับคนจิตปกติอย่างเขา ตายสองครั้งติดในวันเดียวมันไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยนักหรอกนะ
แต่ก่อนจะได้นึกบ่นว่าอะไรต่อ เสียงของอีกฝ่ายก็ดังแหวกความเงียบมาเข้าหู
"ไอ้สัตว์กินพืชนั่นบอกมาว่า ตายเสร็จเมื่อไหร่เก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วขึ้นไปทำอาหารเย็นด้วย"
"อ๊ะ! เดี๋ยวสิฮิบาริ ช่วยหยิบไม้กวาดที่ห้องปรุงยามาให้ด้วยสิ..."
ประโยคขอร้องเป็นอันขาดไปเพียงเท่านั้น เมื่อคนรับสารเดินออกนอกห้องไปแล้วปิดประตูตามโครมใหญ่แทนการปฏิเสธ เหลือเพียงพ่อครัวประจำร้านที่นอนแผ่อยู่บนพื้นพร้อมความงุนงง
ก่อนหน้านี้ตอนที่โกคุเทระบอกให้หยิบอะไรให้ ถึงจะชักสีหน้า หรือมีกิริยาปึงปังอยู่บ้าง แต่ก็ยอมทำตามโดยดีแท้ๆ
แบบนี้มันเลือกปฏิบัติกันนี่นา ฮิบาริซัง...
,,,,,,,,,,,,,,,,TBC Episode14,,,,,,,,,,,,,,,,,,
สวัสดีค่ะทุกๆท่าน ไอ้ดอสผุดจากหลุมขึ้นมาอัพเฉพาะกิจ ทีแรกไม่คิดว่าจะอัพตอนนี้เพราะงานยังสุมแบบโงหัวไม่ขึ้น แต่เปิดไฟล์ขึ้นมาอ่านแล้วมันอยากพิมพ์ต่อ พิมพ์แล้วรู้สึกคาใจ ไม่จบตอนนอนไม่หลับ มันก็เลยกลายเป็นตอนนี้ขึ้นมาได้นี่แล (อู้งานสินะ อู้สินะ!!!) ภาษาอาจจะหลุดๆไปบ้าง แต่ยืนยันว่าดอสตั้งใจเขียนนะเคอะ (ฝีมือมีเท่านี้ = =)
เรื่องของยามะ ที่ผ่านมานั้นจบด้วย"การหลับ" ถึงสองบท ในครั้งนี้ยามาโมโตะก็"ตื่น" ขึ้นมา ใช้ชีวิตเพื่อรอวันตายต่อไป
เขียนไปเขียนมามันกลายเป็น3380 + 5980 ยามะเคะบันไซ!!! ออริเรื่องนี้ใครสู้แพ้เป็นเคะสินะ (สังเกตสิ หลังๆนี่โกคุเมะเอา เมะเอา ส่วนยามะก็สาละวันเคะลง เคะลง... แต่ตอนล่าสุดเทใจให้หนุ่มแว่นไปแล้ว 51บอมบาเย่)
มาถึงตอนที่13แล้ว กะไว้ว่าจะทำสรุปปริศนาและคำใบ้ทั้งหมดที่โผล่มาในเรื่องจนถึงปัจจุบัน แต่ตอนนี้ความขี้เกียจมันครอบงำ ฝากให้คนอ่านทุกท่านช่วยกันรวบรวมเป็นมินิเกมส์ชิงรางวัลดีไหมเนี่ย (แล้วแกมีอะไรไปให้เค้า!!!)
ขออนุญาตงดตอบเมนท์... ปอป๋วยปีแป่ก่อตราไอ้ดอสกำลังมึน
Edit: แก้คำเล็กน้อย...ซันทักแล้วเห็นภาพจริงๆ = =
edit @ 16 Nov 2008 11:17:51 by SadoZ
เรียวเฮสว่างได้สุดหูรูด โกคุก็เท่แสร๊ด
ตอนนี้ชอบสุดๆก็ฉากที่ยามะเล่น SM กับตัวเองนี่แหล่ะ - -b
ยอมรับความจริงไม่ได้สินะ -_,-~ มาซบอกปี๊เถอะ~ (กางแขนก่อนโดนฟันทิ้ง)
โกคุบอมบ์ยามะได้แหลกเหลวดีมาก - - พี่แกเล่นไม่ใช้ไดนาไมต์แต่ล่อน้อยหน่าแทนเลยนี่หว่า -*- ดีนะหลังคาร้านไม่ทะลุ ไม่งั้นโดนสึนะด่าแน่ โกคุเอ๋ย
อยากให้อู้บ่อยๆจังดอส ♥
ปล. ไปถือชายกระโปรงจับลิงได้แล้ว
#1 By 【云】Kumokuma on 2008-11-16 02:47