fanfic HBD REBORN (ในวันเกิด Tsuna)

posted on 14 Oct 2007 22:56 by sadoz  in FiC

วันนี้วันเกิดสึนะ...แต่อีดอสลงฟิคHBD รีบอร์นซะงั้น
ก็แหม่.... ของสึนะมันยังแต่งไม่เสร็จนี่ (ได้ข่าวว่าแต่งมาตั้งแต่วันเกิดแซนซัส.... แล้วกะให้ควบสอง)
เพราะฉะนั้น เอาของรีบอร์นไปก่อนนะ ฟิคนี้กำเนิดคู่ใหม่เนื่องด้วยความหลอนส่วนบุคคล ส่วนจะเป็นคู่ไหนนั้น เชิญอ่านกันตามสะดวกเลยครับพี่น้อง

(ปล. ขอบใจหมาที่ช่วยสงเคราะห์ อีดอสอัพบล็อคเองไม่ได้ ต้องยืมมือชาวบ้านเขา)

 

KH Reborn Short fiction

 

“Did I failed you, aniki?”

He heard Skull’s voice from the past. Haunting him, chasing him for all these years.

“No…” The Alcobaleno answer in whisper. “It’s me who failed you…always me.”

He closes his eyes and let his mind goes back to the white shore in Napoli.

Ten years ago…


“ผมทำให้พี่ผิดหวังหรือเปล่าครับ?”
เสียงจากอดีตเอ่ยถามครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะไปที่ไหน มันก็ยังคงไล่ล่าตามหาเขาจนเจอ

“ไม่” เขากระซิบตอบ “พี่ต่างหาก ที่ทำให้แกผิดหวัง...”
เขาหลับตา และปล่อยให้ห้วงความคิดล่องลอยไปสู่อดีตอันแสนไกล สู่หาดทรายขาวสะอาดในเมืองนาโปลี

 

สิบปีก่อน...

เขาก้าวไปบนพื้นทรายขาวสะอาด รองเท้าหนังขัดเป็นเงาวับจมลงไปบนพื้นร่วนๆ เล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเมื่อเห็นเม็ดทรายกระเด็นเปื้อนรองเท้าที่อุตส่าห์นั่งขัดอยู่ค่อนคืน

ภาพลักษณ์สำคัญมากในวงการนี้...อย่างที่เขาบอกตัวเองเสมอ ไม่มีใครอยากรับนักฆ่าสกปรกมอซอเข้าแฟมิลี่หรอก

ฝูงนกนางนวลสีขาวลายเทาบินร่อนเหนือโขดหินไม่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่นัก เสียงนกและคลื่นที่สาดซัดผืนทรายกลบเสียงฝีเท้าของเขาไปจนสิ้น เด็กหนุ่มยกมือขึ้นขยับหมวกของตนให้เข้าที่ ชายเนคไทปลิวสะบัดตามแรงลม เสื้อสูทสีดำสนิทที่พาดอยู่บนแขนซ้ายกระพือจนแทบจะหลุดมือ ดวงตาสีเทาหม่นมองลอดปีหมวกออกไปเบื้องหน้า ก่อนริมฝีปากบนจะขยับเป็นรอยยิ้ม

เด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่บนโขดหิน รูปร่างผอมบางจนดูอ่อนวัยกว่าอายุ 11 ปีที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนา แขนบอบบางสองข้างชูสูงขึ้นบนฟ้า หากไม่ได้พยายามจะคว้าสิ่งใด เพียงแค่ชูไว้เท่านั้น อาจจะเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างกับนกนางนวลพวกนั้นก็ได้ ลมทะเลพัดผ่านมาอีกระลอก สะบัดใส่เสื้อเชิ้ตขนาดใหญ่กว่าตัวที่ถูกพับแขนขั้นของเด็กชายจนแทบหลุดออกจากร่าง เสื้อยืดเก่าๆ ที่ใส่ไว้ด้านในลู่ลมจนแนบเนื้อ กางเกงผ้าพับขาถึงครึ่งแข้งถูกลมตีจนสะบัดไหวอย่างน่ากลัว กระนั้นเด็กชายก็ไม่มีทีท่าจะใส่ใจ ยังคงพยายามสื่อสารกับหมู่วิหคบนฟ้าอย่างมุ่งมั่น หรือไม่แน่นกพวกนั้นอาจจะร้องบอกให้หันมามองทางเด็กหนุ่มบ้างก็เป็นได้ เด็กชายหันมาอย่างช้าๆ ดวงตาสีเทาหม่นเป็นประกายสดใส รอยยิ้มกว้างที่ค้างบนใบหน้านั้นกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นผู้มาเยือน

“พี่ชาย!” ว่าแล้วก็กระโดดลงมาจากโขดหินอย่างว่องไว เท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงบนผืนทรายอย่างแผ่วเบา รองเท้าผ้าใบคู่เก่าถูกถอดทิ้งไว้ข้างกระเป๋าหนังสือปุปะใต้ร่มเงาของโขดหินนั่น เด็กชายคว้าสัมภาระขึ้นอย่างรวดเร็วและวิ่งมาหาพี่ชาย

“โรงเรียนเป็นไงบ้าง?” เด็กหนุ่มเอ่ยถามเมื่อน้องชายวิ่งมาถึงตัว อีกฝ่ายยิ้มกว้างขึ้นอีก

“ดีที่สุดเลย!” คำตอบที่ชวนให้ยกมือขึ้นขยี้เรือนผมสีดำยุ่งๆ นั้นอย่างเอ็นดู อีกฝ่ายหัวเราะพลางปัดมือพี่ชายอย่างไม่จริงจังนัก ดวงตาสีเทาเป็นประกายขึ้นอีก...

เพื่อเสียงหัวเราะแบบนี้...จะให้ทำอะไร เขาก็ยินดี

“ถ้าดีก็ต้องขยันเรียนนะ...” คำพูดกลั้วเสียงหัวเราะพลางโอบบ่าน้องชายให้เดินกลับไปตามชายหาดด้วยกัน เด็กชายรับคำพลางโบกมือลาเพื่อนนกนางนวลของตนไปพลาง ก่อนจะหันมาถามพี่ชายเสียงใส

“แล้วงานพี่ล่ะฮะ เป็นไงบ้าง?” คำถามที่พี่ชายทำเพียงขยับมุมปากยิ้มเย็น มือยกแตะปีกหมวกเบาๆ ก่อนตอบ

“ก็ดี...”

เพื่อคนๆ นี้...เขายอมทำได้ทุกอย่าง...ทุกอย่างจริงๆ

...

กลิ่นดินปืนค่อยๆ จางไปจากบรรยากาศ เด็กหนุ่มยกมือขึ้นปัดไอควันสีหม่นให้พ้นสายตา เป้าหมายเกือบสิบคนนอนราบอยู่กับพื้น เหลือแต่ร่างไร้วิญญาณ เขาดูจนแน่ใจแล้วจึงเก็บปืนใส่ซองที่คล้องไหล่ ชั่วขณะหนึ่งเขาจินตนาการดึงเสียงปรบมือเบาๆ จากผู้ชมที่มองไม่เห็น คำชื่นชมจากเบื้องบนที่อาจไม่มีวันได้รู้จัก ริมฝีปากบางไม่ขยับยิ้ม....

รอยเลือดหยดหนึ่งปรากฏบนรองเท้าหนังมันวับ เขาเช็ดมันกับแขนเสื้อของเหยื่อคนหนึ่งก่อนจะเดินออกไป

...

คลื่นซัดสาดบนหาดทรายขาว นกนางนวลส่งเสียงร้องทักทายเมื่อเขาเข้าใกล้ เด็กชายนั่งอยู่บนผืนทราย ดวงตามองไกลออกไปยังผืนทะเล

เมื่อดวงหน้าเล็กๆ นั้นหันมา เขาจึงเห็นรอยช้ำที่มุมปากกับแผลแตกที่คิ้วข้างซ้ายที่ถูกปฐมพยาบาลอย่างลวกๆ และปิดไม่มิดด้วยพลาสเตอร์ยาราคาถูก

รอยยิ้มกว้างและประกายตาสดใสยังคงอยู่ แม้เจ้าตัวจะดูเจ็บๆ อยู่บ้างก็ตาม เด็กหนุ่มเลิกคิ้วถาม และได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้ม

“ชนะฮะ...”

ไม่ได้อยากได้คำตอบแบบนี้เลยสักนิด

“พี่คิดว่าเราไปเรียนหนังสือเสียอีก...”

ไม่เคยอยากให้เป็นแบบนี้เลยสักนิด

“ก็...เรียนด้วย แต่ก็ชนะเขาด้วย” เด็กชายยังคงยิ้มกว้าง มือที่มีรอยแผลตามข้อนิ้วออกแรงยันตัวลุกขึ้นยืน หนังสือเรียนเล่มหนึ่งวางอยู่บนพื้นทราย หน้ากระดาษดูกลมตีพัดจนเปิดพลิกไปมาอย่างรวดเร็ว แต่ยังพอมองเห็นรอยฉีกขาดและความพยายามในการซ่อมแซมด้วยเทปใส เด็กหนุ่มเลิกคิ้วถามอีก คราวนี้รอยยิ้มของน้องชายเจื่อนลงไปเล็กน้อย

“พี่บอกว่า หนังสือเป็นของมีค่า...แต่พวกนั้น...” เสียงขาดหายไปเมื่อเด็กชายกลืนน้ำลาย ดวงตาสีหม่นเริ่มวาวด้วยน้ำตา

“พวกนั้นเริ่มก่อน...แต่ผมชนะ” คำตอบหยุดเพียงเท่านั้น เด็กชายยืนก้มหน้านิ่ง ฝูงนกนางนวลส่งเสียงร้องปลอบใจจากบนฟ้า เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา เขาพลิกเปิดดูหน้ากระดาษที่ขาดวิ่นแล้วปิด ตบลงเบาๆ ที่เรือนผมสีดำยุ่งเหยิงของน้องชาย

ทำไมนะ...

...


‘เบื้องบน’ ส่งคำชมลงมา เขาควรจะดีใจ มือสังหารหน้าใหม่ได้รับความไว้วางใจมากขึ้น เขาเป็นคนของแฟมิลี่นี้แล้ว...ถึงเวลาบอกลาชีวิตข้างถนน ความอดอยาก บอกลาสายตาดูถูกเหยียดหยาม โลกกำลังยอมรับเขา...

...พี่ทำได้ทุกอย่าง...เพื่อแก...

...


ลมทะเลพัดคลื่นน้ำเข้ากระทบหาดทราย นกนางนวลยังคงส่งภาษาเจรจาจากบนฟ้า...

ทำไม...

เขาไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว หน้าที่รับผิดชอบทำให้ต้องเดินทางบ่อยครั้ง ทุกครั้งไกล และใช้เวลายาวนานขึ้นเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่ ‘บ้าน’ กลายเป็นสถานที่ที่ได้เพียงนึกถึง ไม่ใช่เรือนพักที่ล้มกายลงนอนทุกค่ำคืนอีกต่อไป

น้องชายของเขาไม่ได้อยู่บนหาดทราย แต่ยืนอยู่ในน้ำลึกถึงเข่า ก้มลงวักน้ำทะเลล้างรอยเปื้อนสีแดงฉานออกจากร่างกาย เขาใช้ความพยายามมากมายที่จะไม่เบือนหน้าหนีภาพตรงหน้า

“จำได้ไหม? พี่เคยบอกว่า เพื่อแกแล้วพี่ทำได้ทุกอย่าง...”

เขากระซิบถาม หากน้องชายไม่ตอบคำถามนั้น ฝูงนกนางนวลยังคงร้องเริงร่า เสียงของเขาคงเบาเกินไป

แล้วในที่สุดน้องชายก็หันกลับมา ซองปืนบรรจุมัจจุราชในกรอบเหล็กห้อยอยู่ที่เอว เด็กชายที่ไม่ใช่เด็กชายอีกต่อไปแค่นยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก รอยยิ้มกว้างเท่าเก่า แต่ประกายตาไม่สดใสเช่นเดิม

ทำไม...ทำไมกันพระเจ้า...

เขายิ้มกลับ รอยยิ้มแฝงความเครียดที่มักใช้ในหน้าที่การงาน ไม่ใช่ยิ้มบริสุทธิ์ที่สงวนไว้เพื่อน้องชายเพียงคนเดียวของตน แต่เป็นรอยยิ้มแก่เพื่อนร่วมอาชีพในโลกแห่งความมืด น้องชายคงรู้สึกจึงเอ่ยถาม

“ผมทำให้พี่ผิดหวังหรือเปล่าครับ?”

พลัน น้ำใสๆ ก็เอ่ยขึ้นที่ดวงตา เขาขยับปีกหมวกลงจนเงาของมันบดบังเสี้ยวหน้าด้านบนมิดชิด ตอบคำถามด้วยรอยยิ้มเดิม
ทำไมท่านจึงต้องสร้างเราสองพี่น้องให้เหมือนกันถึงเพียงนี้?

ท้องทะเลยังคงอยู่ เช่นเดียวกับผืนน้ำและเกลียวคลื่น ไม่ต่างจากหาดทรายขาวและฝูงนกนางนวล หรือแม้แต่สายลมแรงที่หอบกลิ่นเกลือมาจากแดนไกล

แต่ไม่มีเด็กชายอีกต่อไปแล้ว...

......

......

เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าจากร่างที่เล็กลงกว่าเก่า ดึงปีกหมวกให้หลุบลงอีก ไม่ใช่เพื่อบดบังแสงตะวันอันเจิดจ้า แต่เป็นประกายตาของนกนางนวลที่บินผ่านไป จุกนมสีเหลืองส้มที่ห้อยอยู่หน้าอกเปล่งแสงเรืองขึ้น เขายิ้มด้วยรอยยิ้มเดียวกับที่เคยมอบให้เด็กชายคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ลมทะเลพัดผ่านพากลิ่นเกลือมาแทนของฝาก เสียงผู้คนบนหาดทรายร้องโวยวายเอะอะจนกลบเสียงคลื่นและนกนางนวลจนสิ้น ไม่เหมือนความสงบที่หาดใน Napoli…

ความสงบไม่มีอีกต่อไป...

เขาเงยหน้าขึ้นสบสายตากับดวงตาสีเทาหม่นใต้กระจกหมวกกันน็อคสีดำสนิท พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่มอบให้เพียงคนๆ เดียวในชีวิต ริมฝีปากขยับเป็นคำพูดแผ่วเบาจนไม่มีใครได้ยิน

พี่ทำได้ทุกอย่าง...เพื่อแก...

ทำได้ทุกอย่าง...เพื่อให้แกออกไปจากโลกมืดที่แสนโสมมใบนี้...

 

edit @ 14 Oct 2007 23:19:16 by SadoZ

edit @ 29 Dec 2007 16:37:55 by SadoZ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาเมนท์คนแรก ด้วยความเป็นคนเอามาลงให้ด้วย คริๆๆๆ

ชอบความสัมพันธ์แบบนี้ของคู่นี้นะ นึกภาพตามแล้วเท่ดี ((แต่พอคิดถึงคุณน้องชายในคอมิคจริงๆแล้วเครียดตามไม่ออกว่ะแก หึหึหึ))

เมนท์ด้านงานเขียน ชอบภาษาแบบฟิคแซนซัสสึนะที่ยังเขียนไม่เสร็จมากกว่า~~

#1 By A.A the wolf on 2007-10-14 23:11

เมนท์คนที่สอง ด้วยความที่เป็นคนพิมพ์

ชั้นรักเด็ก!!!!!

อ่านแล้วให้ความรู้สึกโฮก T[]T

#2 By Lynx on 2007-10-15 11:51

บีบคอคนเขียน นี่มันคู่อารายเนี่ย!!!!
(อีนี่สปอยเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว)
จับความได้ว่าสคัล(อัลโกบาเรโน่)มีพี่ชาย(รีบอร์นใช่มั้ยเค่อะ ชิมิๆ)
แต่คำว่า aniki ไม่ได้หมายถึงพี่ชายนะค่ะ แต่หมายถึง ลูกพี่ ความหมายรู้สึกจะเหมือนคำยกย่องประมาณว่าเซนเซย์(อาจารย์)หรือรุ่นพี่ แต่มักใช้กับคนที่อายุใกล้เคียงกันแบบว่าให้ความรู้สึกสนิทสนมกันมากกว่า

#3 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2007-10-20 13:15

สุด...สุดยอด!!!

เป็นอดีตที่มืดมนจริงๆ ถ่ายทอดได้เยี่ยมเลยค่ะ

#4 By devil เม็ดถั่ว on 2007-10-26 03:24

กะ..กะ..กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด

<--เพิ่งเห็น

ชอบจังค่ะ แหะๆๆ

#5 By sinnerdarker on 2007-11-18 17:40

ดีจังค่ะ เขียนเก่งมั่กๆ^_^

#6 By น้ำเอง ขาจร (74.125.74.36) on 2008-10-11 14:11

สคัลกับรีบอร์น

ความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดา อ่านแล้วรู้สึกมืดมนจริงๆ

บรรยายได้สุดยอดดดด

#7 By SILY on 2009-05-10 21:14

sad smile

#8 By ทำบุญวันเกิด (222.123.208.135) on 2009-09-14 01:07